Author: MutAnt
Photography: Courtesy of The Studio
โดยปกติ งานจิตรกรรมเหมือนจริง มักถูกใช้เป็นเสมือนภาพแทนความเป็นจริงที่ตามนุษย์มองเห็น ด้วยผลงานอันเกิดจากทักษะ ฝีไม้ลายมือของจิตรกรผู้วาดภาพ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง งานจิตรกรรมเหมือนจริงราวกับภาพถ่าย หรือ Photorealism ที่นอกจากจะถ่ายทอดความเป็นจริงได้อย่างสมจริงไม่แพ้กล้องถ่ายรูปหรือภาพถ่ายแล้ว ยังเป็นการสำแดงถึงความงามอันสมจริงที่เกิดจากชั้นเชิงอันเชี่ยวชาญของจิตรกรผู้สร้างสรรค์ขึ้นมาอีกด้วย แต่ในทางกลับกัน งานจิตรกรรมเหมือนจริงไม่ได้เป็นเพียงแค่ภาพแทนความเป็นจริง หรือการแสดงสุนทรียะที่เกิดจากความเชี่ยวชาญของศิลปินแต่เพียงเท่านั้น หากในบางครั้ง งานจิตรกรรมเหมือนจริงก็สามารถถูกใช้เป็นเสมือนหนึ่งเครื่องมือทางความคิด การสื่อสารถึงอภิปรัชญา หรือความพยายามในการเข้าถึงความจริงและความหมายแห่งการดำรงอยู่ได้เช่นเดียวกัน
ดังเช่นที่ปรากฏในผลงานของนรากร สิทธิเทศ จิตรกรผู้ทำงานในแนวทางจิตรกรรมเหมือนจริงที่มีกลิ่นอายของความเหนือจริง เขาได้รับรางวัลทางการประกวดมากมาย และมีนิทรรศการแสดงผลงานเดี่ยวและกลุ่มทั้งในและต่างประเทศนับครั้งไม่ถ้วน จากผลงานจิตรกรรมเหมือนจริงที่กระตุ้นให้ผู้ชมครุ่นคิดและตีความหมายในเชิงปรัชญา มากกว่าจะชื่นชมความสวยงามสมจริงจากทักษะทางจิตรกรรมที่สร้างขึ้นเพื่อความเพลิดเพลินเจริญตาแต่เพียงอย่างเดียว
ล่าสุด นรากรเพิ่งมีนิทรรศการแสดงเดี่ยวของเขาที่มีชื่อว่า ‘ความจริงเคลื่อนที่: Plurality of Metaphysics’ ที่ใช้ผลงานศิลปะของตนเป็นเสมือนหนึ่งเครื่องมือในการพยายามเข้าถึงความจริงในโลกร่วมสมัย ด้วยการศึกษาค้นคว้าปรัชญาและแนวคิดของโลกหลังสมัยใหม่ที่ตั้งคำถามถึงความจริงในการดำรงอยู่ของมนุษย์และสรรพสิ่งรอบตัวได้อย่างน่าสนใจ
“ผลงานชุดนี้เป็นงานในชุดที่ผมทำขึ้นมาใหม่ ปกติก่อนหน้านี้ผมจะทำงานเป็นแนว figurative โดยเขียนรูปตัวเอง เหมือนเป็นการหยิบเอาประสบการณ์ของมนุษย์ทั้งของตัวเองและคนอื่นมาตีความ และสร้างสถานการณ์ขึ้นมาตั้งคำถาม และค้นหาคำตอบ เพื่อสร้างภาวะสมดุลให้กับชีวิต และสำรวจตรวจสอบเกี่ยวกับประสบการณ์ต่างๆ ที่เข้ามากระทบจิตใจของเรา
“พอช่วงปลายๆ ของการทำงานชุดเดิมก็มีงานบางส่วนที่ผมเขียนเป็นหุ่นนิ่ง (still life) งานชุดใหม่ที่ว่านี้ก็เริ่มจากจุดนี้ จุดเริ่มต้นอีกอย่างของงานชุดนี้ ผมได้แรงบันดาลใจจากผลงาน The Treachery of Images ของเรอเน มากริตต์ (René Magritte) ซึ่งคล้ายกับงานชุด figurative ตรงที่เป็นการตั้งคำถามกับความเชื่อและการตีความของมนุษย์ กับการสร้างความหมายของมนุษย์ต่อวัตถุ ต่อสิ่งรอบตัว โดยผมเจอวัตถุอะไรที่น่าสนใจก็เก็บเอาไว้ และนำมาตีความใหม่
“ด้วยแรงบันดาลใจจากผลงานชิ้นนี้ของมากริตต์ ทำให้ผมศึกษาเรื่องของการสร้างความหมายและการตีความในเชิงสัญวิทยาในการทำงานจิตรกรรม หลังจากนั้นผมก็ไปค้นคว้าเพิ่มเติม จนได้อ่านหนังสือเกี่ยวกับเรื่องของภววิทยาวัตถุ (object-oriented ontology – OOO) หรือการดำรงอยู่ของวัตถุ ที่นักสังคมศาสตร์หยิบเอาภววิทยา (ปรัชญาที่ศึกษาธรรมชาติของความจริงและการดำรงอยู่) มาถอดรื้อและตีความใหม่ ซึ่งสิ่งที่น่าสนใจและสอดคล้องกับงานชุดนี้ของผมคือ ภววิทยาวัตถุ (OOO) นั้นว่าด้วยการเข้าถึงความเป็นจริงโดยไม่ได้มีมนุษย์เป็นศูนย์กลางแต่เพียงอย่างเดียวอีกต่อไป หากแต่ยังรวมถึงวัตถุหรือสิ่งอื่นๆ ในโลกที่มีตัวตนและดำรงอยู่เช่นเดียวกัน”

The Dark Side of the Moon (2022)

The Bible Tower (2022)

The Imperfect Map (2022)
ด้วยเหตุนี้ ผลงานในนิทรรศการล่าสุดของนรากรครั้งนี้ ‘วัตถุ’ นานาชนิดจึงสวมบทบาทเป็นตัวละครเอกในผลงานจิตรกรรมทุกชิ้นของเขา
“ผมหยิบเอาวัตถุต่างๆ มาเป็นต้นแบบในการทำงาน ด้วยการเชื่อมโยงชุดของความจริงในงานจิตรกรรมเข้ากับการเลือกวัตถุต่างๆ ผมพยายามให้วัตถุที่เลือกมาเหล่านี้กระตุ้นการรับรู้ของผู้ชม และตั้งคำถามว่ามันมีความพิเศษอย่างไร แต่ส่วนใหญ่วัตถุเหล่านี้ก็เป็นข้าวของเหลือทิ้งที่ไม่ค่อยได้ใช้งาน อย่างภาพเขียนรูปมือ ผมได้วัตถุต้นแบบจากรูปปั้นปูนพลาสเตอร์ที่นักศึกษาประติมากรรมใช้ในการฝึกถอดพิมพ์เขาทิ้งเอาไว้ ผมก็ไปเก็บมาเป็นแบบเขียนภาพ
“หรือภาพชุดแรกที่ผมเขียนตุ๊กตาสัตว์รูปเสือรูปไก่ที่เขาตั้งเอาไว้ไหว้ในศาลพระภูมิ งานชุดนี้เริ่มมาจากการตั้งคำถามเกี่ยวกับศรัทธาและความเชื่อว่า ที่มาที่ไปของวัตถุเหล่านี้กับฟังก์ชันการใช้งานที่มนุษย์เอามาตีความนั้นเป็นความจริงคนละชุดกันโดยสิ้นเชิง ผมมองว่าน่าสนใจที่มนุษย์ใช้วัตถุเหล่านี้มาทำตอบสนองความเชื่อของตนเอง
“วัตถุที่เหลือก็เป็นของเก่าที่มีอยู่ที่บ้านบ้าง เก็บตกมาบ้าง ไปเสาะหามาบ้าง หรือยืมเขามาบ้าง ซึ่งส่วนใหญ่ผมจะเลือกจากลักษณะของพื้นผิว เพราะในความเป็นจิตรกร ผมจะมองเห็นพื้นผิวของวัตถุเหล่านี้เป็นอันดับแรกๆ และผมก็อยากนำเสนอพื้นผิวเหล่านี้ผ่านงานจิตรกรรม ผมก็พยายามหาวัตถุที่มีพื้นผิวโดดเด่นเตะตามาเป็นต้นแบบเขียนภาพ
“การที่ผมเขียนภาพวัตถุเหล่านี้ก็เหมือนเป็นการสร้างความจริงขึ้นมาชุดหนึ่ง งานจิตรกรรมเองก็มีความจริงของตัวเองอยู่ชุดหนึ่ง บวกกับวัตถุที่ผมเลือก และมุมมองของมัน หรือแม้แต่การจัดแสงในภาพ สิ่งเหล่านี้เป็นความพยายามในการสร้างความจริงขึ้นมาอีกชุด ซึ่งเป็นความจริงที่ผมค้นพบจากวัตถุเหล่านั้น”
นอกจากการแสดงรายละเอียดอันสมจริงและพื้นผิวอันแปลกตาของวัตถุแต่ละชิ้นแล้ว สิ่งที่น่าสนใจอีกประการในงานจิตรกรรมชุดนี้ของนรากรคือการตั้งชื่อผลงานที่แฝงเร้นรหัสและสัญญะกระตุ้นเร้าให้ผู้ชม (และผู้อ่าน) ตีความ เพื่อถอดรหัส เสาะหาความหมายแฝงซ่อนเร้นที่เชื่อมโยงกับวัตถุที่ปรากฏในแต่ละภาพ

The Psychological Time (2022)

The Stranger Thing II (2022)
“ภาพเขียนแต่ละชิ้นก็จะมีชื่องานที่ผมตั้งขึ้นจากการตีความวัตถุเหล่านี้ใหม่ อย่างภาพเขียนรูปหอย ผมตั้งชื่อว่า The Babel Tower ด้วยความที่รูปทรงของมันทำให้ผมนึกไปถึงหอคอยบาเบล ซึ่งเป็นเรื่องราวปรัมปราทางคริสต์ศาสนา หอยที่ว่านี้ผมเก็บมาได้ตอนไปเที่ยวทะเล เป็นหอยแตกๆ ที่มีเพรียงเกาะและมีร่องรอยชำรุดแตกทำลายตามธรรมชาติไปบางส่วนแล้ว หอยแตกๆ อันนี้ยังทำให้ผมนึกไปถึงประเด็นเกี่ยวกับแอนโทรโปซีน (Anthropocene – ช่วงเวลาที่มนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่สร้างอิทธิพลต่อการเปลี่ยนแปลงของโลกอย่างมีนัยสำคัญ) ซึ่งสิ่งเหล่านี้ส่วนใหญ่เกิดขึ้นจากการที่มนุษย์เรามีปฏิสัมพันธ์ต่อวัตถุต่างๆ รอบตัวนั่นเอง
“การที่ผมเขียนภาพวัตถุเหล่านี้ให้ลอยอยู่ในความมืด เหตุเพราะผมเขียนภาพวัตถุเหล่านี้ออกมาในลักษณะของภาพเขียนเหมือนจริงมากๆ แต่ด้วยเหตุผลเช่นเดียวกับภาพ The Treachery of Images ที่ตั้งคำถามเกี่ยวกับความจริงของวัตถุในงานจิตรกรรม ผมเองก็ต้องการกระตุ้นให้ผู้ชมตั้งคำถามว่า จริงๆ แล้ว วัตถุที่อยู่ในภาพเขียนเหล่านี้เป็นอะไรกันแน่ เป็นวัตถุจริงๆ หรือเป็นแค่ตัวละครในงานจิตรกรรม ผมจึงเล่นกับพื้นผิวของภาพเขียนเหล่านี้ โดยไม่ระบายให้เป็นสีเรียบๆ แบนๆ หากแต่เขียนให้มีมวลของอากาศ หรือพื้นผิวขรุขระตะปุ่มตะป่ำแบบ impasto ในภาพ
“งานชุดนี้ของผมพัฒนาขึ้นจากการอ่านหนังสือด้วยความสนใจใคร่รู้ และเพื่อขยายขอบเขตทางความคิดของตัวเองว่าการทำงานของเราจะไปต่อได้อย่างไร จะว่าไปผลงานชุดนี้ก็เป็นเหมือนการทดลองว่างานจิตรกรรมแบบเหมือนจริงจะสามารถมีความหมายแบบไหนได้บ้าง
“ผมมองว่าหัวใจสำคัญของแนวคิดภววิทยาวัตถุ (OOO) นั้นคือการมองว่า ในขณะที่เรากำลังมองเห็นวัตถุชิ้นหนึ่งๆ ตัวมันเองก็มีสถานะอื่นๆ ที่เราไม่ได้รับรู้อยู่เช่นกัน แม้แต่งานจิตรกรรมเองก็มีสถานะที่ขึ้นอยู่กับการที่คนเข้าไปมีปฏิสัมพันธ์กับมันและให้ความหมายกับมันอย่างไร
“เป้าหมายในการทำงานของผมคือการพยายามทำความเข้าใจว่าความจริงของเรานั้นไม่ใช่ความจริงเพียงหนึ่งเดียว หากแต่มีความจริงอื่นๆ อีกมากมายที่เรายังไม่รู้และไม่เข้าใจดำรงอยู่ด้วย สิ่งที่เราพอจะทำได้ก็คือการเรียนรู้ที่จะเคารพความจริงในแง่มุมอื่นๆ เหล่านั้น ผมต้องการให้ผลงานของผมกระตุ้นจินตนาการให้ผู้ชมตั้งคำถามถึงความจริงเหล่านี้ และแปลความหมายหรือตีความ โดยไม่จำเป็นต้องตรงกับความหมายของผมก็ได้ สิ่งที่สนุกก็คือผมอยากเปิดโอกาสให้ทุกคนที่ชมงานของผมสามารถสร้างความจริงในแบบของตัวเองขึ้นมาได้ด้วยเช่นกัน”

The Multiverse of Representation (2022)

The Multiverse of Representation (2022)


