The King is Back! : อีกครั้งกับบทสัมภาษณ์สุดพิเศษของหัวเรือใหญ่เพียงหนึ่งเดียวของ Louis Vuitton อย่าง Virgil Abloh แด่แฟนๆ ลอฟฟีเซียล ออมส์ ไทยแลนด์เท่านั้น

Share This Post

- Advertisement -

Text & Photography: Courtesy of Louis Vuitton

Translator: Pacharee Klinchoo

แรงบันดาลใจของตุ๊กตาหุ่นกระบอกเด็กๆ ในคอลเลกชั่นฤดูใบไม้ผลิ / ฤดูร้อน 2021 ครั้งนี้มาจากไหน

‘Zoooom with friends’ คือชื่อที่ผมตั้งให้กับพวกมันครับ แรงบันดาลใจมาจากวัฒนธรรมพื้นบ้านของประเทศกานาครับ พ่อแม่ของผมเป็นผู้อพยพชาวกานา ผมจึงเติบโตมาท่ามกลางงานศิลปะและวัฒนธรรมของชนเผ่าแอฟริกันตะวันตก ตั้งแต่รูปปั้นแกะสลักด้วยมือ ไปจนถึงหน้ากากไม้ และตุ๊กตาวูดูต่างๆ มากมายเลยล่ะครับ ผมปะติดปะต่อแรงบันดาลใจนี้เข้ากับชิ้นงานจากกรุของ Louis Vuitton อย่างหมีเท็ดดี้จากคอลเลกชั่นประจำฤดูใบไม้ผลิ / ฤดูร้อน 2005 โดย Marc Jacobs และเครื่องหนังรูปสัตว์ที่ออกแบบโดย Billie Achilleos จากปี 2011 หุ่นกระบอกพวกนี้เลยมีชีวิตขึ้นมาได้นี่ล่ะครับ

แล้วไปอย่างไรมาอย่างไร ของอ้างอิงเหล่านี้จึงออกมาเป็นหุ่นกระบอกกันได้ล่ะ

ผมไปเดินเลือกซื้อของขวัญให้ลูกๆ ที่ร้านขายของเล่นในกรุงปารีสช่วงเดือนมกราคม 2020 หยิบแต่ตุ๊กตาสัตว์นิ่มๆ มาเต็มกระเป๋าไปหมด พอเดินผ่านกระจกเห็นสภาพตัวเอง มีตุ๊กตาหมีโผล่ออกมาจากกระเป๋าเสื้อคลุม ก็คลิกขึ้นมาทันทีเลย ในหัวผม ผมเห็นภาพคำนิยามความเป็นเด็กหนุ่ม ซึ่งเป็นสารสำคัญที่ผมสื่อไว้ในงานของผมที่ทำให้ Louis Vuitton มาตลอดอยู่แล้ว นั่นคือการโปรโมทด้านที่เป็นเด็กของพวกเรานั่นเอง 

คุณได้เคยเห็นงานของ Walter van Beirendonck มาก่อนไหม

ผมไม่ได้สนใจงานของเขาหรือเอามาเป็นอ้างอิงอะไรหรอก ในฐานะที่เขาเป็นหนึ่งในหัวหอกคนสำคัญของวงการแฟชั่น ผมก็เคยได้ยินชื่อเขามานั่นแหละ แต่แน่นอนว่าไม่เคยไปสนใจลงรายละเอียดอะไรกับคอลเลกชั่นของเขาหรอก บอกเลย

มีดีไซเนอร์คนไหนที่คุณเอางานของพวกเขามาใช้อ้างอิงบ้างไหม

ผมก็เหมือนกับดีไซเนอร์คนอื่นๆ ในแง่ที่ผมเคารพปรัชญาการดำรงอยู่ของไอคอนต่างๆ ตั้งแต่วงการแฟชั่น สถาปัตยกรรม ไปจนถึงศิลปะประยุกต์ แต่แรงบันดาลใจของผมได้มาจากหนทางอื่นอย่างเช่นวัฒนธรรมย่อยๆ ที่ช่วยหล่อหลอมให้ผมโตมาเป็นตัวเองในทุกวันนี้ และมรดกตกทอดทางวัฒนธรรมของชาวกานาในฐานะชาวแอฟริกันอเมริกันรุ่นที่สองมากกว่าครับ 

คุณจะถ่ายทอดแรงบันดาลใจเบื้องหลังคลอลเลกชั่นฤดูใบไม้ผลิ / ฤดูร้อน 2021 นี้ได้อย่างไร

สำหรับแฟชั่นโชว์ที่เมืองเซี่ยงไฮ้ ผมเขียนแถลงการณ์ว่าด้วยเรื่องวัตถุประสงค์ในการดำเนินงานของผมอย่างชัดเจนเลยครับ นั่นคือการใส่ ‘จินตนาการสีดำ’ และสนับสนุนการจ้างงานและซื้อสินค้าจากทั้งคนผิวสี และกลุ่ม LGBTQ+ ในระหว่างโชว์ก็มีจุดเล็กๆ น้อยๆ ที่ผมอ้างอิงมาจากวัฒนธรรมของประเทศกานาอันเป็นบรรพบุรุษของผม อย่างคำศัพท์ที่เลือกใช้ในคอลเลกชั่น ซึ่งผมอัปเดทใหม่ๆ ทุกซีซั่นเพื่อสะท้อนถึงแนวคิด และการอ้างอิงถึงวัฒนธรรมต่างๆ ที่แตกต่างกันออกไปนั่นเอง

‘จินตนาการสีดำ’ นี่คืออะไรกันเหรอ

มันคือแนวคิดพื้นฐานที่ผมใช้กับ Louis Vuitton นั่นคือการนำเอาคนผิวดำ วัฒนธรรม วัฒนธรรมย่อย งานศิลปะ และอะไรต่างๆ ของพวกเขาที่เคยถูกละเลยออกจากตัวตนของพวกเขา อย่างเช่นแฟชั่นและวงการลักชัวรี่ มันถูกเรียกว่า ‘จินตนาการสีดำ’ เพราะนี่คือหนทางประกาศความฝันของเหล่าคนดำในชีวิตจริง สิ่งที่ผมทำกับหุ่นกระบอกทั้งหลาย อย่างการนำเอาผ้าอันเป็นเอกลักษณ์ของ Louis Vuitton เข้าไปผสมผสานกับชิ้นงานที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากบรรพบุรุษชาวกานาของผมนี่ถือเป็นอะไรที่มีคุณค่ามากสำหรับผม มันคือการนำเอา ‘จินตนาการสีดำ’ ออกมาจัดแสดงในโลกแห่งความเป็นจริงนี่ล่ะครับ

ช่วยอธิบายความเชื่อมโยงระหว่างหุ่นไม้แกะสลัก หน้ากาก และรูปปั้นกับมรดกทางวัฒนธรรมของประเทศกานาให้กับคนที่ไม่เข้าใจฟังหน่อยสิ

ผมเติบโตมากับบ้านที่ไม่ได้มีศิลปะยุโรปโดยธรรมชาติ มันเป็นศิลปะของประเทศกานา หน้ากากและหุ่นไม้แกะสลักถือเป็นงานศิลปะที่พบได้ทั่วไป เหมือนกับตุ๊กตาสัตว์ยัดนุ่นนั่นแหละ ภายใต้คอลเลกชั่นที่พยายามจะแสดงความเป็นเด็กหนุ่มออกมาให้โลกเห็น ไอเดียคือการมองโลกด้วยสายตาของเด็กน้อยคนหนึ่ง มันก็เลยเป็นสายตาที่ผสมผสานระหว่างมรดกทางวัฒนธรรมส่วนตัว และสายตาการมองโลกในปัจจุบันของผมนี่ล่ะครับ 

ทำไมคุณถึงเลือกจัดแสดงโชว์คอลเลกชั่นนี้ในลักษณะของพาเหรด

ในประเทศอเมริกาที่ผมเติบโตขึ้นมานั้น ขบวนพาเหรดคือสิ่งที่บ่งบอกความน่าตื่นตะลึงของวัยเยาว์ มันเป็นจินตนาการที่ถูกถ่ายทอดออกมาให้เป็นจริงๆ ซึ่งก็สะกดสายตาทุกคนอยู่หมัดอยู่แล้ว ไอเดียการจัดพาเหรดนี้ก็เกี่ยวข้องกับภาพความเป็นเด็กในหัวผมอย่างแยกไม่ออก ซึ่งก็คือการมองโลกผ่านสายตาอันบริสุทธิ์ของเด็กๆ นั่นเอง 

อธิบายภาพหรือขอบเขตความเป็นเด็กของคุณหน่อยสิ

ภาพลักษณ์ความเป็นเด็กนี่คือสิ่งที่ผมเห็นทันทีที่ผมก้าวเข้ามาสู่โลกของ Louis Vuitton ผมเชื่อว่าระหว่างที่พวกเราเติบโตขึ้นมา โลกได้ฝังความคิด และอคติต่างๆ เข้าไปในหัวเรา ทำให้เราแยกแยะ ‘ต่ำ’ กับ ‘สูง’ ‘รวย’ กับ ‘จน’ และ ‘เป็นไปได้’ กับ ‘เป็นไปได้’ อย่างชัดเจน ถ้าเรามองโลกผ่านสายตาของเด็กๆ เราจะดึงตัวเองออกมาจากการรับรู้เหล่านี้ได้ เอเลเมนต์ความเป็นเด็กต่างๆ ที่คุณเห็นในงานของผมคือความพยายามที่จะมองโลกด้วยสายตาอีกแบบหนึ่งเท่านั้นเอง 

อะไรคือแรงบันดาลใจให้กับแพทเทิร์นเหนือจริงที่ใช้ในคอลเลกชั่น ฤดูใบไม้ผลิ / ฤดูร้อน 2021 นี้

ไอเดียหลักของโชว์นี้คือการสะกดจิตทางการมองเห็น ซึ่งผมต้องการจะสะกดจิตผู้ใหญ่ทั้งหลายอย่างจริงจัง จะเกิดอะไรขึ้นถ้าเกิดว่าเราสามารถสะกดจิตมนุษย์ทุกคนบนโลก และสร้างแรงบันดาลใจให้ทุกคนดีกับคนอื่นรอบตัวล่ะ 

คุณสื่อสารหัวข้อนี้ออกมาอย่างไร

ไอเดียของการสะกดจิตทางการมองเห็นนี้เกี่ยวข้องกับเรื่องเหนือจริงอย่างแยกไม่ได้ เป็นเรื่องที่ผมสำรวจมาได้สักพักแล้ว ในส่วนของเสื้อผ้าและเครื่องประดับ ผมก็บิดการรับรู้ดั้งเดิม และทำอะไรที่แหวกแปลกใหม่ออกมา สารที่ผมต้องการจะสื่อก็คือการทำเรื่องเป็นไปไม่ได้ให้เป็นไปได้ ซึ่งนั่นก็เกี่ยวข้องกับภาพลักษณ์ความเป็นเด็ก จินตนาการสีดำ และไอเดียการนำสิ่งของกลับมาใช้ใหม่ที่เราเพิ่งมาจับในซีซั่นนี้อีกด้วย ทุกอย่างที่ผมคิดและลงมือกระทำล้วนแต่ย้อนกลับมาทำคุณให้แก่มนุษยชาติทั้งนั้น 

ในฐานะคนของประชาชน คุณต้องรับมือกับการวิพากษ์วิจารณ์เป็นอย่างมากอยู่แล้ว อยากบอกอะไรคนที่วิจารณ์คุณบ้างไหม

ในยุคโซเชียลมีเดียอย่างนี้ การหาข้อมูลเป็นเรื่องที่สำคัญมากจริงๆ ถ้าคุณเห็นอะไรบางอย่าง และเกิดคำถามต่อสิ่งที่คุณเห็น หาข้อมูลเรื่องแรงบันดาลใจเบื้องหลังมันก่อนจะด่วนตัดสินอะไรลงไป ผมมักจะถามตัวเองเสมอว่า ‘อะไรคือเรื่องจริง และอะไรคือมายา’

- Advertisement -