เธอคือ artistic director ของ Hermès Men’s Universe ภายใต้การสร้างสรรค์ผลงานแฟชั่นสำหรับสุภาพบุรุษในชื่อแอร์เมส (Hermès) ทำให้ Véronique Nichanian ได้รับการชื่นชมถึงการสร้างสรรค์ผลงานที่น่าสนใจอย่างสม่ำเสมอในทุกคอลเลกชั่นอย่างยาวนานกว่าสามสิบปี (เธอร่วมงานกับ Hermès ตั้งแต่ปี 1988) ย่อมเป็นโอกาสพิเศษที่หายากที่เราจะได้พูดคุยกับเธอก่อนงาน Hermès Men’s Universe: Walk the Line จะเริ่มขึ้นในกรุงโซลประเทศเกาหลีใต้ซึ่งเธอได้พูดคุยกับเราอย่างเป็นกันเองและเล่าถึงการร่วมงานของเธอกับแบรนด์ที่ยิ่งใหญ่และมีเรื่องราวที่น่าสนใจอย่าง Hermès

Author: Sethapong Pawwattana
Photographer: Olivier Metzger
ปัจจุบันนี้การเผยแพร่ข่าวสารเป็นไปอย่างรวดเร็ว อินเทอร์เน็ตทำให้เราสามารถชมแฟชั่นโชว์จากที่ไหนๆ ได้แบบไลฟ์สตรีมพร้อมกันทั่วโลก เราไม่จำเป็นต้องรอ 2 – 3 เดือนที่จะเห็นโชว์เหล่านั้นในหน้านิตยสาร สิ่งนี้มีผลกับการทำงานของคุณหรือไม่
“ไม่มีผลอะไรเลย ฉันก็ยังทำคอลเลกชั่นในแบบของฉัน ฉันค่อนข้างแฮปปี้ที่มีอินเทอร์เน็ต ซึ่งทั่วโลกจะได้เห็นผลงานของฉันพร้อมๆ กัน ผลงานที่เกิดขึ้นในฝรั่งเศส แต่คนที่สนใจในแฟชั่นทั่วโลกก็ได้รับรู้ไปพร้อมๆ กันว่าดีไซเนอร์กำลังทำอะไรออกมา ก็ถือเป็นการเปิดโลกของฉันด้วย”
อย่างที่ทราบกันว่าคุณร่วมงานกับ Hermès มาเป็นเวลายาวนานมากจนพูดได้ว่าซึ้งถึงจิตวิญญาณความเป็น Hermès เป็นอย่างดี ส่วนนี้ทำให้คุณมองแฟชั่นในอนาคตของ Hermès เป็นแบบใด
“ใช่… นานมาก แน่นอนว่าตลอดเวลาที่ผ่านมาฉันต้องเคยถูกทาบทามจากที่อื่นๆ แต่ที่ Hermès นั้นเป็นที่ที่ยอดเยี่ยมมาก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอิสระในการออกแบบ การสร้างสรรค์ที่ไม่มีข้อจำกัด รวมทั้งกิจกรรมต่างๆ ที่เน้นความคิดสร้างสรรค์ ฉันมีความสุขมากๆ ที่ทำงานร่วมกับ Hermès ฉันมองภาพแฟชั่นผู้ชายในเรื่องของคุณภาพ การคิดนวัตกรรมใหม่ๆ วัสดุใหม่ๆ วิธีการใหม่ๆ ที่จะทำให้สิ่งที่ดีไซน์ออกมาสามารถนำมาผสมผสานกันได้ในภาพรวมที่ใหม่ขึ้น
“แม้แต่น้ำหนักของเสื้อผ้าก็ต้องคิด เพราะเดี๋ยวนี้การใช้ชีวิตของคนเราเปลี่ยนไป (มีความนิยมที่จะเดินทางโดยไม่ต้องขนเสื้อผ้าที่มีน้ำหนักมาก) งานของฉันมีหน้าที่ที่จะทำให้ดูทันสมัย แต่ก็ต้องดำรงเรื่องของงานฝีมือ คุณภาพของสิ่งที่ลูกค้าของ Hermès ต้องการ ซึ่งฉันรักในการสร้างสรรค์และการคิดค้นใหม่ๆ ผสมผสานเข้ากับงานฝีมืออย่างลึกซึ้ง ตั้งแต่แรกเลยฉันคิดว่านี่คือจุดยืนและสไตล์การทำงานของฉัน ฉันจึงมองอนาคตเฉกเช่นเดียวกับอดีตที่ผ่านมา และก็เป็นจุดยืนเดิมในการทำงาน ฉันคิดว่าสิ่งที่คุณเคยเป็นเจ้าของ Hermès เมื่อสามสี่ปีที่แล้วก็สามารถนำมาผสมผสานกับของใหม่ล่าสุดที่คุณเป็นเจ้าของได้ เพราะมุมมองของฉันก็คือฉันจะไม่ดีไซน์สิ่งที่ล้าสมัยเร็วเกินไป
“ฉันรู้ว่าทุกงานดีไซน์ของ Hermès ไม่ใช่แค่เสื้อผ้า แต่รวมทั้งกระเป๋า รองเท้า และของแต่งกายอื่นๆ มีราคาที่สูง ฉันจึงอยากให้คนที่เป็นเจ้าของ Hermès เก็บรักษาและนำมาใช้งานได้เรื่อยๆ ในชีวิตของทุกคนยุคนี้ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงเร็วมาก ฉันอยากให้ทุกคนได้เก็บสิ่งที่พวกเขาชื่นชอบไว้นานๆ เหมือนความทรงจำ เป็นความรู้สึกแบบปุถุชน ตัวฉันเองก็ไม่ได้อยู่นิ่ง มีการเดินทางตลอด ฉันเองก็มีสเว็ตเตอร์สวยๆ มีกระเป๋าที่จะหยิบไปด้วยเสมอ มันเป็นวิธีการที่คุณจะแต่งตัว คุณอาจจะเปลี่ยนผ้าพันคอ คุณอาจจะเปลี่ยนของแต่งกายชิ้นอื่นๆ แต่คุณก็มีชิ้นหลักๆ ที่อยากจะสวมใส่หรือใช้ไปนานๆ
“งานของฉันจึงต้องทำให้สีหรือสัดส่วนของดีไซน์ที่มีช่วงเวลาที่สั้นนั่นคือแฟชั่น แต่ต้องมีภาพรวมของดีไซน์ที่ไร้ยุคสมัย ไม่ล้าสมัยเร็วเกินไป ซึ่งช่วงเวลาที่สั้นของฉันก็คือ 6 เดือน หรือหนึ่งปี ส่วนที่ยาวนานนั้นคือตลอดไปในช่วงอายุของคนคนหนึ่ง ซึ่งก็ตอบโจทย์ของสิ่งที่วงการแฟชั่นยุคนี้หันมาสนใจ นั่นก็คือแฟชั่นที่จะมีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมจากการผลิต แฟชั่นที่เปลี่ยนแปลงเร็วเกินไปทำให้เกิดขยะหรือการทิ้งขว้างอย่างมากมาย แม้ eco fashion ไม่ใช่สิ่งที่เราย้ำอยู่บ่อยๆ แต่สิ่งที่เราทำมาตลอดก็เป็นส่วนหนึ่งของการเห็นถึงผลกระทบของแฟชั่นที่เปลี่ยนแปลงเร็วมากเกินไปต่อสิ่งแวดล้อม หรือต่อโลกของเรา คืออาจจะฟังดูแปลกถ้าฉันจะบอกว่างานดีไซน์ของฉันได้คิดถึงเรื่องของการซ่อมแซมและนำกลับมาใช้ได้เรื่อยๆ”
ผลงานสร้างสรรค์ของคุณสร้างความน่าสนใจได้ในทุกคอลเลกชั่น คุณมีวิธีการเริ่มต้นทำงานแต่ละคอลเลกชั่นอย่างไร อย่างการหาวัสดุใหม่ๆ รูปทรงของดีไซน์ หรือว่าโครงสี
“โครงสีสำคัญมากที่จะกำหนดทิศทางของคอลเลกชั่นทั้งหมด ฉันเริ่มจากโครงสี แต่แน่ล่ะ ฉันมีความหลงใหลในเรื่องวัสดุ การร่วมงานของฉันกับ Hermès ที่ยาวนานมาได้ถึงขนาดนี้เพราะ Hermès ป็นเมซงที่มีความก้าวหน้าในเรื่องวัสดุมาก ฉันสามารถสร้างสรรค์งานจากวัสดุที่ดีที่สุด ฉันสามารถเลือกแคชเมียร์ที่ดีที่สุดจากแหล่งผลิตทั่วโลก หรือขอให้ผู้ผลิตทำสิ่งต่างๆ ที่เอ็กซ์คลูซีฟสำหรับ Hermès ในขณะเดียวกันฉันก็ชอบมากกับการจะได้เห็นนวัตกรรมใหม่ๆ ในการผลิตวัสดุต่างๆ การทำเส้นใยสังเคราะห์ที่พิเศษเหมาะจะนำมาสร้างสรรค์เป็นดีไซน์ใหม่ๆ ไม่ว่าจะคุณสมบัติในการกันฝนของวัสดุ หรือการพัฒนาสำหรับแฟชั่นที่ยั่งยืน นี่คือสิ่งที่โมเดิร์นสำหรับการดีไซน์เสื้อผ้าในปัจจุบัน การผสมผสานที่ไม่สิ้นสุด การผสมผสานเส้นใยที่คิดค้นมาใหม่กับนวัตกรรมใหม่ๆ คือสิ่งที่โมเดิร์น ซึ่งฉันชอบสิ่งเหล่านี้มากๆ”
อะไรคือสิ่งที่เป็นนวัตกรรมใหม่ๆ ที่คุณชอบมากที่สุดตั้งแต่ทำงานร่วมกับ Hermès
“หลายปีที่ผ่านมา Hermès ย่อมจะมีการคิดค้นสิ่งใหม่ๆ ที่ฉันชื่นชอบมากมาย เช่น neoprene และ stretch linen สำหรับฉันแล้ว Hermès มีนวัตกรรมใหม่ๆ มาให้ฉันตื่นเต้นเสมอ”
สำหรับเรื่อง sustainable fashion คุณคิดอย่างไรบ้าง
“อ๋อ นี่คือเรื่องที่สำคัญมาก ทุกอย่างที่เราเสาะหา สิ่งต่างๆ ที่เราทำ เราตระหนักว่าจะมีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างไร หรือแม้แต่การสืบย้อนไปถึงแหล่งผลิตของวัสดุต่างๆ ก็ได้มีการให้ความสำคัญในเรื่องผลกระทบในวงกว้าง รวมถึงขั้นตอนการผลิตแฟชั่นก็เป็นสิ่งที่ทุกคนให้ความสำคัญว่าจะสร้างมลภาวะต่อโลกเราอย่างไร ซึ่งเราตระหนักเรื่องนี้แสดงความรับผิดชอบต่อโลกของเรามาโดยตลอด”

คุณมีวิธีมองภาพรวมของคอลเลกชั่นอย่างไร แน่นอนว่าเสื้อผ้าย่อมเป็นหลักของคอลเลกชั่น แต่ยังมีกระเป๋า รองเท้า ของประดับอื่นๆ แม้แต่ผ้าพันคอ คุณทำให้งานดีไซน์เหล่านี้ใน Men’s Universe ออกมาเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันได้อย่างไร
“ฉันดีไซน์ร่วมกับทีมของฉัน และแต่ละฝ่ายก็มีทีมของพวกเขา ฉันเป็นคนออกแบบเสื้อผ้าในฐานะดีไซเนอร์ แต่ฉันเป็นอาร์ทิสติกไดเร็กเตอร์ของ Hermès Men’s Universe ฉันย่อมจะต้องดูในทุกรายละเอียด ซึ่งฉันจะทำงานกับดีไซเนอร์ในแต่ละแผนก ไม่ว่าจะเป็นกระเป๋า รองเท้า และของแต่งกายต่างๆ หรือแม้แต่ผ้าพันคอในรูปแบบของฉัน ในปรัชญาการออกแบบเดียวกัน ซึ่งงานของฉันก็เหมือนคอนดักเตอร์ของวงออร์เคสตรา ที่ทุกคนจะมีหน้าที่เล่นเครื่องดนตรีของตัวเองให้ดีที่สุด แต่ฉันมีหน้าที่ดูแลให้เกิดเสียงที่ประสานออกมาอย่างไพเราะ ซึ่งคุณจะได้เห็นในคืนวันพรุ่งนี้ในงาน Men’s Universe ของ Hermès ว่าเสื้อผ้า กระเป๋า รองเท้า ฯลฯ จะมีดีไซน์ที่แตกต่างกันก็จริง แต่จะอยู่ในปรัชญาการทำงานรูปแบบเดียวกัน มีความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน”
คุณมีวัสดุที่โปรดปรานที่นิยมใช้กับคอลเลกชั่นของคุณหรือไม่
“แน่นอน ฉันมีวัสดุที่ฉันชื่นชอบมากเป็นพิเศษ ฉันชอบผ้า flannel ที่แสดงถึงความมาสคิวลีน คุณสามารถทำแคชเมียร์แฟลนเนล หรือ wool จากเส้นใยต่างๆ หรือแม้แต่ผ้าแฟลนเนลแบบอังกฤษแท้ที่มีเนื้อผ้าที่แข็งแรงมาก หรือทำผ้าแฟลนเนลที่มีน้ำหนักเบา ฉันสนุกที่จะทำงานกับผ้าแฟลนเนล แต่ก็มีวัสดุอื่นๆ อีกที่ฉันชอบ อย่างแคชเมียร์ แต่ฉันจะชอบแคชเมียร์ที่มีน้ำหนักเบา แน่นอนว่าฉันเลือกวัสดุที่เอ็กซ์คลูซีฟสำหรับ Hermès ด้วย อย่างผ้าชนิดหนึ่งที่เรียกว่า Toilovent ที่มีความนิ่มมาก เนื้อผ้าที่กันฝนได้แม้จะมีความบางและเบา เราสามารถนำมาทำเป็นแจ๊กเก็ตโดยที่คนดูจะไม่คิดเลยว่าผ้านี้สามารถกันฝนได้ด้วย ซึ่งฉันจะชอบอะไรอย่างนี้ ไม่ใช่แค่ดูสวยงามอย่างเดียว แต่มีฟังก์ชั่นมากมาย แต่ถ้าจะให้เลือกว่าชอบวัสดุอะไร ฉันก็ขอเลือกผ้าแฟลนเนลว่าเป็นผ้าที่ฉันชอบใช้”
ถ้ามีโอกาสชมคอลเลกชั่นที่คุณสร้างสรรค์ขึ้นในแต่ละฤดูกาล หลายคนจะประทับใจกับธีมสีประจำคอลเลกชั่นมาก คุณให้ความสำคัญกับสิ่งนี้มากน้อยแค่ไหน อย่างฤดูร้อน สีก็น่าจะดูสดใส หรือฤดูหนาว สีก็ควรจะขรึม ธีมสีมีอิทธิพลกับการสร้างงานของคุณอย่างไร
“สิ่งนี้คือจุดเริ่มต้นของคอลเลกชั่น เป็นสิ่งที่กำหนดทิศทาง ฉันเริ่มจากการเลือกโครงสี จากนั้นฉันจึงคิดถึงเนื้อผ้า อาจจะเป็นการออกแบบผ้าใหม่ๆ หรือแม้แต่เลือกผ้าจากผู้ผลิตต่างๆ จากนั้นถึงเป็นการออกแบบรูปทรงต่างๆ แต่การ์ดสีสำคัญมาก เพราะเป็นสิ่งกำหนดแนวทาง รวมทั้ง mood ทั้งหมด เป็นการสื่อสารออกมาด้วยว่าคอลเลกชั่นนี้ต้องการเล่าถึงอะไร อย่างสีสันของสปริง – ซัมเมอร์ 2020 ที่คนชอบกันมากเพราะแนวคิดแต่แรกแล้วว่าต้องการสื่อถึงความสุข เป็นธีมสีที่เต็มไปด้วยความสุขและชีวิตชีวา ซึ่งมีผลต่อการดีไซน์รูปทรงว่าฉันต้องการให้สวมใส่สบายที่สุดด้วย”
คุณมีวิธีการคิดสร้างผลงานอย่างไรที่จะให้น่าสนใจสำหรับคนหนุ่มรุ่นใหม่ๆ แต่ขณะเดียวกันก็พยายามทำให้ภาพรวมของ Hermès ไร้กาลเวลา
“เป็นสิ่งที่ฉันต้องทำให้คอลเลกชั่นมีความคลาสสิก แต่ก็มีความเป็นแฟชั่นด้วย เวลาออกแบบฉันมักจะคิดให้เหมาะกับซีซั่นนั้นๆ แต่ก็ไม่ล้าสมัยเร็ว ก็คงต้องคิดถึงสัดส่วนของงานดีไซน์ที่ถูกต้อง ผ้าที่ใช่ รวมทั้งโครงสีอย่างที่บอก เป็นการทำให้ทุกอย่างมีความสมดุลกัน มันไม่ใช่เรื่องง่าย แต่นี่คืองานของฉันที่ฉันต้องใส่ใจ ตั้งแต่เริ่มทำงานดีไซน์นี่ก็คือสไตล์การทำงานของฉัน และเป็นสิ่งที่ผู้ชายต้องการนะ อย่างที่บอกว่าฉันต้องการให้ดีไซน์ของฉันไม่มีอายุขัย แม้จะมีความเป็นแฟชั่น แต่ก็ไม่ล้าสมัยเร็วเกินไป และอยากให้คนที่เลือกไปได้นำมาใช้สอยเรื่อยๆ”

ถือว่าคุณเป็นปารีเซียงอย่างแท้จริง สิ่งนี้ได้สะท้อนในผลงานการออกแบบของคุณเสมอมา คุณคิดว่าปารีสมีอิทธิพลกับงานดีไซน์ของคุณมากน้อยเพียงใด อย่างคำว่าการแต่งตัวแบบผู้ชายปารีสนั้นเป็นสิ่งที่คุณคิดหรือเชื่อมโยงกับงานสร้างสรรค์ของคุณหรือไม่
“ฉันก็ไม่รู้นะ ฉันเองก็เกิดในปารีส ฉันทำงานแฟชั่นในแบบคนฝรั่งเศส ฉันอธิบายไม่ได้ เพราะนี่เป็นสิ่งที่เป็นตัวฉันอยู่แล้ว ฉันใช้ช่วงชีวิตวัยเด็กในปารีส ห้อมล้อมด้วยทุกอย่างที่เป็นวิถีชีวิตแบบปารีเซียง สิ่งเหล่านี้ก็คงหล่อหลอมฉันมาโดยปริยาย ฉันได้เห็นหนุ่มๆ ปารีเซียงในยุคเซเวนตี้ส์ เอกตี้ส์ เมื่อมีโอกาสได้ออกแบบแฟชั่นสำหรับหนุ่ม ฉันก็ย่อมจะมีภาพพวกเขาในแบบที่อยากจะแต่งตัวให้ดูเท่ มีความภูมิฐาน แต่ก็ไม่ดูอยู่ในกรอบ คือยังมีความสนุก เขาจะดูสบายๆ เรียบง่าย แต่ห่อหุ้มด้วยวัสดุชั้นดีที่เลือกสรรมาแล้วอย่างพิถีพิถัน
“ในแต่ละซีซั่นฉันอยากจะให้ภาพรวมของคอลเลกชั่นดูง่ายๆ สบายๆ แต่แน่นอนว่ามีความประณีตในทุกรายละเอียด ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ฉันก็อยากให้ดูภาพรวมว่าง่ายๆ สบายๆ casual chic ซึ่งตั้งแต่แรกสำหรับ Hermès ฉันก็นึกถึงผู้ชายที่ขี่ม้า ซึ่งพวกเขาดูเก๋มาก แต่ก็มีความสปอร์ตและลำลอง ซึ่งปัจจุบันคนจะเห่อกับสายสตรีทแวร์ แต่เราเป็น casual chic มาตั้งแต่แรก และก็คงจะเป็นเช่นนี้ตลอดไป อย่างที่คุณเห็นผู้ชายปารีสที่แต่งตัวเท่ๆ เหมือนว่าพวกเขาจะไม่ได้คิดมากเรื่องแต่งตัว แต่แท้ที่จริงแล้วผ่านกระบวนการคิดมากมายกว่าจะออกมาเป็นลุคอย่างที่คุณเห็นและจดจำว่านั่นเป็นสไตล์ของผู้ชายปารีส”
ยุคสมัยนี้เหมือนว่าแฟชั่นจะให้ความสำคัญกับกระแส no gender แต่เราก็ยังเห็นภาพลักษณ์ที่ดูมาสคิวลีนอย่างชัดเจนในแต่ละคอลเลกชั่นของคุณ คุณคิดว่ากระแสการไร้กรอบจำกัดเรื่องเพศสภาพนี้มีผลกับการสร้างผลงานของคุณหรือไม่
“จริงๆ แล้วฉันไม่สนใจเรื่องมาสคิวลีนหรือเรื่องแฟชั่นไร้กรอบ (เพศสภาพ) แม้เรื่อง no gender จะเป็นสิ่งที่น่าสนใจสำหรับแฟชั่น เหมือนเพลง K-pop ในเกาหลีที่ฉันว่าน่าสนใจและเป็นอิสระในการสร้างสรรค์ แต่ฉันเองสนใจในเรื่องบุคลิกของผู้ชายแต่ละคนมากกว่า อย่างตอนที่ฉันเลือกนายแบบสำหรับแต่ละแฟชั่นโชว์ ฉันก็เลือกจากบุคลิกของพวกเขาว่าจะเหมาะกับคอลเลกชั่นนั้นๆ ไหม ไม่ใช่เรื่องมาสคิวลีนหรือเรื่อง no gender แต่เป็นเรื่องของความเท่ ความสง่าที่แฟชั่นได้ทำให้เกิดขึ้นกับผู้ชายที่สวมใส่มากกว่า อย่างแฟชั่นโชว์ Men’s Universe ที่จะเกิดขึ้นในคืนพรุ่งนี้ ฉันให้ความสำคัญกับบุคลิกของคนสวมชุดนั้นๆ ดังนั้นจะไม่ได้มีแค่นายแบบ แต่จะมีคนที่น่าสนใจในรูปร่างต่างๆ ไม่ใช่คนผอมสูงอย่างเดียว แต่เป็นรูปร่างคนทั่วๆ ไปที่เราพบเห็นได้จากหลากหลายอาชีพ ทั้งนักธุรกิจ นักกีฬา หรือแม้แต่เชฟ คือจะเป็นอะไรที่น่าสนใจมากว่าแฟชั่นของ Hermès สามารถกลมกลืนและเสริมให้ผู้ชายเหล่านี้มีความ casual chic จริงๆ โดยไม่ได้จำกัดว่าจะต้องอยู่บนรูปร่างของคนที่เป็นนายแบบเท่านั้น ซึ่งฉันเองก็ค่อนข้างจะตื่นเต้นกับแฟชั่นโชว์ครั้งนี้มากเช่นกัน”

เราจบการสนทนาด้วยความเข้าใจในแฟชั่นของ Hermès Men’s Universe มากยิ่งขึ้น ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมเธอถึงได้สร้างสรรค์ผลงานร่วมกับ Hermès มาอย่างยาวนาน เพราะทุกซีซั่นเราจะเฝ้ารอชมผลงานใหม่ๆ ของเธอที่สะท้อนภาพลักษณ์ของผู้ชาย Hermès ออกมาให้เราได้ตื่นตาตื่นใจเสมอ


