
ร่วมย้อนเวลากลับไปยังยุคอนาล็อก ครั้งที่แผ่นเสียงเป็นเพียงฮาร์ดแวร์เดียวที่ส่งผ่านบทเพลงจากศิลปินสู่ผู้ฟัง ไปกับบุรินทร์ บุญวิสุทธิ์ และคอลเลกชั่นแผ่นเสียงส่วนตัวของเขาที่ไม่ได้เป็นเพียงแค่ของสะสมเท่านั้น
มากกว่าของสะสม
“ไม่ได้เรียกว่าสะสมนะครับ” บุรินทร์ปฏิเสธด้วยเสียงกลั้วหัวเราะ “ผมเริ่มรู้จักแผ่นเสียงตอนที่เรียนอยู่ที่อเมริกา ซื้อแผ่นดีเจมาเล่นมิกซ์เพลง แต่พอกลับมาประเทศไทยก็ไม่ได้อะไรนะครับ ขายทิ้งไปหมดเลย แต่จุดเปลี่ยนมันอยู่ตรงที่ผมอยากจะฟังเพลงของพี่บิลลี่ โอแกน อัลบั้ม ‘บิลลี่ บันลือโลก’ น่ะครับ แต่ไม่รู้จะหาฟังที่ไหน ก็ยุคนั้นเนอะ ซีดีเลิกผลิตไปแล้ว หาไม่ได้ ไม่มีเอ็มพีสาม ไม่มีบริการสตรีมมิ่งใดๆ แต่ผมอยากฟังจริงๆ เลยหันไปหาฮาร์ดแวร์โบราณที่แท้จริงอย่างแผ่นเสียง เรียกว่าไปเดินค้นของเก่าและเจอแผ่นพี่บิลลี่เข้าจริงๆ เลยกลับมาซื้อเครื่องเล่นแผ่นเสียงอีกครั้ง คิดว่านั่นคือจุดเริ่มต้นเลยนะ
“ส่วนเพลงที่ทำให้เรารู้สึกได้ถึงเสน่ห์ของแผ่นเสียงแบบเห็นได้ชัดเจนคืออัลบั้มของ Sade ต้องอธิบายก่อนว่า นี่เป็นศิลปินที่ผมฟังด้วยระบบดิจิตอลมาตลอดชีวิต ผมได้ยินซาวด์นี้มาตั้งแต่เด็กๆ พอมาได้ฟังแผ่นเสียงที่ผลิตในยุคแปดศูนย์ ได้ยินซาวด์ที่ศิลปินเขาอยากให้เราได้ยินแล้ว มันคือแผ่นเปลี่ยนโลกของเราเลยนะครับ เป็นเสียงที่ผมไม่เคยได้ยินมาก่อนในชีวิต อย่างเสียงกลองนั้นจะนุ่มนวล เสียงสแนร์นี่เปลี่ยนไปอย่างชัดเจน ไม่แข็งกระด้างเหมือนการฟังจากซีดี พอหูได้ยินอย่างนั้นแล้วผมจึงเริ่มกลับไปค้นหาซาวด์ที่แท้จริงของยุคนั้นๆ ก็เริ่มต้นจากยุคแปดศูนย์นี่ล่ะครับ ทั้งเพลงไทยและเพลงต่างประเทศ เพลงที่เราคุ้นเคยจากการฟังซีดีนี่เปลี่ยนไปเลยนะครับหลังจากที่ฟังแผ่นเสียง”
บุรินทร์อธิบายให้เราฟังง่ายๆ ว่า ความแตกต่างสำคัญระหว่างความเป็นอนาล็อกและดิจิตอลคือความแข็งกระด้างในเนื้อเสียงที่ใครๆ ก็สัมผัสได้อย่างชัดเจน “ซาวด์อนาล็อกคือสิ่งที่เป็นดนตรีจริงๆ ไม่มีการดัดแปลงหรือทำให้ไพเราะมากขึ้น เวลาฟังเราจึงรู้สึกเหมือนมีคนมาเล่นดนตรีสดให้เราฟัง ไม่เหมือนกับการฟังซีดีที่ยิ่งฟังยิ่งเหนื่อย การฟังแผ่นเสียงนี่ช่วยให้ผ่อนคลายครับ ผมสามารถนั่งนิ่งๆ เป็นเวลาสองชั่วโมงโดยไม่คุยกับใครได้เลย นั่นคือความสุขครับ”

วงการที่เข้าง่าย แต่ออกยาก
บุรินทร์เริ่มต้นการฟังแผ่นเสียงจากเพลงที่ตัวเองชอบก่อน เมื่อเทียบกับเสียงจากซีดีที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงแล้วเขาจึงหันหลังให้กับซีดีอย่างไม่ไยดี “เวลาอยู่บ้านผมฟังแผ่นเสียงอย่างเดียวเลยครับ แต่แผ่นเสียงจะมีข้อจำกัดของมันเองคือเครื่องเสียงยุคไหนก็จะเหมาะกับแผ่นเสียงยุคนั้น จริงอยู่ที่เครื่องเสียงยุคใหม่ๆ จะเล่นได้ทุกอย่าง แต่ถ้าคุณเริ่มได้ฟังเพลงเก่าๆ กับซาวด์ซิสเต็มที่ตรงยุคกัน คุณจะได้ยินเสียงที่พ่อแม่ปู่ย่าตายายของคุณได้ยิน มันคือมู้ดของมันครับ ตอนเริ่มฟังใหม่ๆ คุณอาจจะไม่ซีเรียสอะไรมากนัก แต่พอได้เริ่มขุดลงไปลึกๆ แล้ว ทำความเข้าใจกับมันแล้ว คุณจะไม่สามารถฟังซีดีได้อีกเลยครับ”
นอกจากความยุ่งยากที่เขาอธิบายมาแล้ว บุรินทร์ยังบอกว่าคนเล่นแผ่นเสียงต้อง ‘ขยัน’ และขวนขวายมากกว่าคนอื่นนิดหน่อย “ความขยันแรกเลยคือคุณต้องซ่อมเครื่องเสียงคุณบ่อยๆ ต่อมาคือคุณต้องขยันไปตามหาแผ่น ขยันทำความสะอาดแผ่น ขยันทำความสะอาดหัวเข็มทุกครั้ง ขยันปรับรอบให้ตรงตลอดเวลา และที่สำคัญคุณต้องขยันที่จะลุกขึ้นไปเปลี่ยนหน้าแผ่นเสียงทุกๆ สิบห้านาทีน่ะครับ ทั้งหมดทั้งมวลนี่คือความเหนื่อยนะครับ แต่มันเป็นความเหนื่อยที่ผมยอมแลก เพราะผมอยากฟังเพลงโปรดของผมในวิถีทางที่ดีที่สุดของมัน”
อีกหนึ่งตัวอย่างที่เป็นรูปธรรมชัดเจนที่ทำให้บุรินทร์หลงรักซาวด์วินเทจอย่างถอนตัวไม่ขึ้นเห็นจะได้แก่แผ่นเสียงของบรมครูเพลงอย่างสุเทพ วงศ์กำแหง “ผมฟังเพลงของเขาตั้งแต่ผมอายุสิบกว่าขวบ ได้ฟังจากซีดีของคุณแม่นั่นล่ะครับ ตอนนั้นเขาอายุได้ห้าสิบกว่าๆ แล้ว พอผมได้ไปซื้อแผ่นเสียงในสมัยที่เขาอายุยี่สิบกว่าๆ เป็นสมัยที่เขาท็อปฟอร์มที่สุด หนุ่มที่สุด คุณภาพเสียงดีที่สุด ณ ขณะนั้นผมรู้สึกว่านี่คือไทม์แมชชีนเครื่องหนึ่งครับ เสียงของเขาพาเราย้อนเวลากลับไปในยุคนั้น รู้สึกเหมือนกับว่าน้ำลายเขากระเด็นใส่หน้าเลยครับ (หัวเราะ) สามารถบอกได้เลยว่ากลองตั้งอยู่ตรงไหน ไมค์อยู่ตำแหน่งไหน เหมือนได้ย้อนเวลากลับไปนั่งดูคอนเสิร์ตจริงๆ เลยครับ”

คุณค่าทางใจที่จับต้องได้
“ผมมีแหล่งหาแผ่นเสียงทุกที่ทั่วโลกเลยครับ” บุรินทร์ยิ้มเมื่อพาเราเดินไปลงนั่งกลางแผ่นเสียงกองพะเนินที่ได้รับการดูแลรักษาอย่างดี “เวลาไปที่ไหนก็ตามผมจะเผื่อเวลาประมาณ 20% ไปเดินหาแผ่นเสียง มันได้ความสนุกตอนไปคุ้ยหาแผ่นนี่ล่ะครับ นึกถึงสมัยเด็กๆ ที่เวลาจะฟังเพลงต้องเดินเข้าร้านขายซีดี ทาวเวอร์เรคคอร์ดส์ อะไรแบบนี้ ซึ่งเราจะได้มีโอกาสคุยกับคนที่ชอบฟังเพลงเหมือนกัน พอปัจจุบันการซื้อเพลงสะดวกมากขึ้น ความรู้สึกแบบนั้นก็หายไปหมด
“เรื่องราวเบื้องหลังแต่ละแผ่นนี่ก็สำคัญนะครับ” เขากล่าวต่อ พลางหยิบแผ่นเสียงสุดรักออกมาวางตรงหน้าเรา “อย่างแผ่น ‘พวงร้อย’ นี้ก็เป็นเพลงของท่านผู้หญิงพวงร้อย อภัยวงศ์ (นามเดิมคือหม่อมหลวงพวงร้อย สนิทวงศ์ – สตรีไทยคนแรกที่เป็นนักประพันธ์เพลง) อาจจะไม่คุ้นชื่อนะครับ แต่เชื่อว่าทุกคนต้องรู้จักเพลง ‘บัวขาว’ แน่ๆ เพลงนี้เป็นเพลงที่คุณแม่ผมร้องกล่อมผมนอนทุกวันตั้งแต่ยังเด็ก ท่านเป็นผู้ประพันธ์ครับ เรียกได้ว่าแผ่นนี้เป็นแผ่นที่เปิดโลกเพลงวินเทจของผมเลย
“ส่วนแผ่นนี้” บุรินทร์หยิบแผ่นสีสันจัดจ้านโดดเด่นสะดุดตาออกจากกองแผ่นสุดหวง “มีเรื่องราวกินใจมากๆ อยู่ครับ ในช่วงที่ผมเพิ่งเริ่มเก็บแผ่นเพลงลูกกรุง คุณแม่เข้ามาขอให้ผมไปหาเพลง ‘ภาวนาใจ’ ของคุณสุเทพ วงศ์กำแหง มาให้คุณแม่ฟัง พอผมหามาได้นี่คือชอบมากเลยครับ อาร์ตเวิร์กเก๋สุดๆ ผมจำได้ว่าพอผมเปิดแผ่นนี้ให้คุณแม่ฟังเป็นครั้งแรก คุณแม่น้ำตาไหลทันที พอถามว่าร้องทำไม ท่านตอบว่า คิดถึงตอนสาวๆ ที่คุณแม่อกหักเป็นครั้งแรก (หัวเราะ) ผมถึงขั้นโอ้โห เพลงหนึ่งเพลงนี่สามารถนำความทรงจำกลับมาได้ขนาดนี้เลยทีเดียว”
บุรินทร์เล่าเรื่องราวเบื้องหลังแผ่นเสียงต่างๆ ให้เราฟังอย่างออกรส เราซึมซาบได้อย่างรวดเร็วว่าความหลงใหลของเขานั้นคือของจริง “ไม่เคยคิดจะขายเลยครับ” เขาส่ายหน้าอย่างหนักแน่น “ผมมีความสุขกับกิจกรรมตรงนี้ ผมจะมีกลุ่มคนรักแผ่นเสียง เราจะมีวันนั่งฟังเพลงของพวกเรา ยกแผ่นเสียงกันมาคนละหนึ่งกระบะ ผลัดกันเปิดไปเรื่อยๆ นี่คือความสุข ไม่ขายไม่ว่า ผมไม่ให้ยืมด้วยนะครับ ถ้าใครอยากได้ ผมจะหาใหม่ให้ เพราะอย่างที่เห็น การหาแผ่นเสียงเหมือนกับเป็นโชคชะตาฟ้าลิขิตนะครับ ไม่ใช่กดเสิร์ชชื่อเพลงปุ๊บได้ฟังปั๊บ นี่มันต้องมีความพยายาม บางแผ่นใช้เวลาเป็นสิบๆ ปีกว่าจะได้
“แผ่นเพลงพระราชนิพนธ์ ‘สายฝน’ แผ่นนี้เป็นแผ่นที่ใช้เวลาในการตามหาที่สุดแล้วครับ” เขายกตัวอย่างอย่างภาคภูมิใจ “กว่าจะได้แผ่นที่สวย สมบูรณ์ ไม่มีเสียงรบกวนเยอะๆ ใช้เวลานานมากจริงๆ มันไม่ใช่แค่ความพยายามเท่านั้นครับ เพราะในวงการแผ่นเสียง บางครั้งเงินก็ไม่ได้ซื้อได้ทุกอย่าง ถ้าโอกาสไม่ประจวบเหมาะ ถ้าไม่รู้จักกับคนที่มี ถ้าไม่เคยทำคุณงามความดีให้กับเขา เขาก็ไม่มีวันขายให้เราครับ นี่ก็ถือว่าเป็นอีกหนึ่ง ‘ความเหนื่อย’ ในการเล่นแผ่นเสียงที่ผมยอมแลกครับ”

หมุนตามโลก แต่คงความสุขในพื้นที่ส่วนตัว
“อัลบั้มใหม่ของผมอัดด้วยวิธีการอนาล็อกอยู่หลายชิ้นเลยนะครับ” บุรินทร์เล่า “แต่ไม่ทั้งหมดครับ เพราะด้วยข้อจำกัดเรื่องเวลาและบุคลากรในยุคปัจจุบัน เพลงที่ออกมาแล้วอย่าง ‘สปอตไลต์’ ‘ขอโทษ’ และ ‘เธอเท่านั้น’ เราอัดกลองด้วยระบบนี้ทั้งหมด”
และในเมื่อระบบการอัดเพลงส่วนใหญ่ในโลกปัจจุบันกลายเป็นระบบดิจิตอลไปจนหมดแล้ว กระบวนการผลิตแผ่นเสียงที่เป็นอนาล็อกนั้นจะคงอยู่ได้อย่างไร “ก็อย่างว่าน่ะครับ สมัยก่อนกระบวนการอัดเพลงคือต้องอัดลงเทปรีล” บุรินทร์อธิบาย “ส่วนปัจจุบันอัดเข้าคอมพิวเตอร์ ดังนั้นเพลงยุคใหม่ๆ ที่นำไปทำแผ่นเสียงนั้นไม่ใช่ระบบดั้งเดิมเลย มันต่างตั้งแต่กระบวนการอัดแล้ว ไฟล์ที่นำไปทำแผ่นเสียงก็คือไฟล์ที่ออกจากคอมพิวเตอร์และลดทอนความคมชัดไปเท่านั้นเองครับ ผมว่าอรรถรสที่ได้ฟังนั้นไม่เท่ากับยุคการผลิตแผ่นเสียงแบบดั้งเดิมหรอกครับ แต่จะทำอย่างไรได้ล่ะ โลกมันเปลี่ยนไปแล้วนี่เนอะ
“ผมเป็นคนชอบฟังเพลงเท่านั้นเองครับ” บุรินทร์สรุป “การได้หาเพลงที่ตัวเองอยากฟังมานั่งฟังในสภาพแวดล้อมที่ผมชอบคือความสุขของผม ผมไม่ได้บอกว่าผมปฏิเสธซาวด์ดิจิตอลนะครับ เพราะเวลาขึ้นรถผมก็ฟังนะ เวลาไปต่างจังหวัดผมก็ยกลำโพงบลูทูธตัวเดียวไป มันสะดวกกว่ามาก แต่ถ้าถามว่าผมมีความสุขมากเท่ากับการได้ฟังแผ่นเสียงไหม มันเทียบไม่ได้ครับ ผมเห็นด้วยว่าการสตรีมมิ่งทำให้หนทางการฟังเพลงเข้าถึงง่าย ซึ่งพอมันง่ายเกินไป สุนทรียะบางประการก็หายไปด้วย ทั้งการควานหาแผ่น การได้มา การชื่นชมอาร์ตเวิร์ก และในที่สุดคือการได้ลงนั่งฟังเพลงเพราะๆ อย่างเต็มสูบ ดังนั้นถ้าให้ผมเลือก ผมจะเลือกในสิ่งที่ให้ความสุขกับผมมากกว่า อาจจะลำบากกว่านิดหน่อย จริงอยู่ที่ผมพร้อมจะหมุนไปกับโลก แต่พื้นที่ตรงนี้คือไทม์แมชชีนส่วนตัวของผมที่จะพาผมย้อนเวลากลับไปอย่างมีความสุข เท่านั้นเองครับ”
[av_gallery ids=’20269,20265,20266,20267,20268′ style=’big_thumb’ preview_size=’large’ crop_big_preview_thumbnail=’avia-gallery-big-crop-thumb’ thumb_size=’large’ columns=’5′ imagelink=’lightbox’ lazyload=’avia_lazyload’ admin_preview_bg=” av_uid=’av-uyulvo’]

