Photography: Courtesy of Louis Vuitton
Cinematica, Extravaganza!

Louis Vuitton is driven by a community of creatives, whose individualities, talents and experiences converge on its runways.
THE SHOW
The Creative Squads
คอลเลกชั่น Fall-Winter 2023 Men’s Collection จาก Louis Vuitton นี้คือการรวมสุดยอดฝีมือภายใต้ชื่อ Louis Vuitton Studio Prêt-à-Porter Homme โดยทีมอะเวนเจอร์นั้นประกอบไปด้วย Colm Dillane ผู้ออกไอเดียและคอนเซ็ปต์หลักของคอลเลกชั่นชาวอเมริกัน Michel Gondry และ Olivier Gondry สองผู้สร้างภาพยนตร์จากประเทศฝรั่งเศส รับหน้าที่ออกแบบโชว์และกำกับภาพยนตร์โหมโรง ในขณะที่ Lina Kutsovskaya ชาวยูเครน รับตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์ Ibrahim Kamara ชาวเซียร์ราลีโอน ดำรงตำแหน่งสไตลิสต์ และตบท้ายด้วย Rosalía นักร้องชาวสเปน ผู้ทำหน้าที่ควบคุมคัดสรรบทเพลง และร่วมแสดงในโชว์สุดอลังการครั้งนี้
Growing Up Together
ภาพยนตร์เรื่อง ‘Growing Up’ ที่กำกับโดยสองผู้กำกับชาวฝรั่งเศสถูกใช้เป็นภาพยนตร์โหมโรงก่อนเข้าโชว์อย่างเป็นทางการ ในภาพยนตร์นั้นเล่าเรื่องบันได 6 ขั้นที่คนหนึ่งจะก้าวผ่านความเป็นเด็กสู่วัยรุ่น และสู่วัยผู้ใหญ่ โดยในแต่ละห้องที่นำเสนอชีวิตของเด็กหนุ่มนั้นเต็มไปด้วยความทรงจำและการพัฒนาชีวิตในแต่ละช่วงวัย ขมวดมาถึงชีวิตอันเติบใหญ่ในปัจจุบันที่ยังคงความเป็นเด็กไว้ภายในได้อย่างแนบเนียน
Music Is Life
ในระหว่างโชว์ของ Louis Vuitton นั้น Rosalía ศิลปินชาวสเปน รับหน้าที่ทั้งคิวเรทบทเพลง และแสดงบทเพลงเหล่านั้นแบบสุดๆ เธอเคยได้รับรางวัล Grammy และยังเป็นเจ้าของรางวัล Grammy Latin ถึงแปดสมัย และบทเพลงที่ถูกนำเสนอบนรันเวย์นั้นก็สามารถดึงเอาทุกความรู้สึกของบุคคลหนึ่งในระหว่างการเติบโตเปลี่ยนแปลงออกมาได้อย่างหมดจดงดงาม
THE COLLECTION
Blurry Vision
ลวดลาย effect แบบเบลอ เห็นจุดสีแบบไม่ชัดเจนผ่านผ้าทอแจ๊กการ์ด ลายปักแพตช์เวิร์กภาพห้องนอนของวัยรุ่น ภาพรถที่เบลอ เห็นไม่ชัดเจน รวมถึงข้อความ ‘blurry vision of a bright future’ ที่เขียนด้วยลายมือ ล้วนแสดงถึงความคิดอันซับซ้อนของกลุ่มผู้คนในเจเนอเรชั่นดิจิตอลยุคแรก ส่วนแพทเทิร์นคริปโตที่ยืมชื่อมาจากการเข้ารหัสของสคริปต์คอมพิวเตอร์ ถูกนำมาใช้ในเสื้อผ้ากีฬา เดนิม และเฟอร์ โดยไม่ทิ้ง ‘ความเบลอ’ ไม่ชัดเจน อันเป็นเอกลักษณ์สำคัญของคอลเลกชั่นนี้
The Fringe-y Effect
ชายครุย หรือพู่ห้อยที่ปรากฏทั่วไปในคอลเลกชั่นนั้นนำเสนอเอฟเฟ็กต์ที่เกิดจากทั้งภาพเบลอและภาพหลอน ทั้งในเสื้อผ้านิตที่ปรากฏเป็นแพทเทิร์นสามมิติ ประกอบด้วยชายครุยกรุยกราย ผ้าทอลายแจ๊กการ์ดเป็นวิวทิวทัศน์สำหรับเสื้อโค้ต ส่วนลายมือที่ปรากฏบนชุดสูทคือลายมือของทีมงานฝ่ายสร้างสรรค์ที่นำมาพิมพ์ลงบนเศษหนังโดยแต่ละคนต่างเขียนลายมือภาษาของตัวเองเพื่อแสดงถึงความหลากหลายในการสร้างสรรค์ครั้งนี้












ในแต่ละฤดูกาล Louis Vuitton จะพยายามสร้างวัฒนธรรมทางแฟชั่นที่นำเสนอชิ้นงานต่างๆ อันมีพื้นฐานมาจากแนวคิด upcycled ซึ่งหมายความว่าชิ้นงานแต่ละชิ้นจะสามารถนำไป recycle และ upcycle
Accessories
สารพัดแอคเซสเซอรีที่ปรากฏในคอลเลกชั่นนี้ล้วนแล้วแต่ย้ำเตือนให้เรานึกถึงภาพเบลอ และอิทธิพลของสื่อโทรทัศน์และสื่อดิจิตอล กราฟิกลายหน้าคนแบบเห็นไม่ชัดเจนปรากฏอยู่ทั้งผ้าพันคอ ผ้าคลุมไหล่ และผ้าโพกศีรษะ ส่วนถุงมือหนังนุ่มนั้นก็ไม่ทิ้งลายโมโนแกรม และพู่ห้อยรูปโมโนแกรมอันเป็นเอกลักษณ์สำคัญของเฮ้าส์นี้
Shoes & Bags
LV Discovery เป็นรองเท้าที่ผสานความสง่างามเข้ากับประโยชน์ใช้สอย โดยไม่ทิ้งเอกลักษณ์ ‘ความเบลอ’ ของคอลเลกชั่นนี้ ในขณะที่รองเท้ารุ่นอื่นๆ ในคอลเลกชั่นต่างก็ถูกปรับให้เป็นสไตล์มินิมัลลิสม์มากขึ้น ส่วนกระเป๋านั้นมีการนำเอฟเฟ็กต์ที่ใช้ในการทำสีรถยนต์มาใช้ในกระเป๋ารุ่น Keepall หนังจระเข้
THE UPCYCLING IDEOLOGY
ในคอลเลกชั่นนี้ Louis Vuitton สร้างสรรค์ upcycled looks ด้วยวิธีการทำงาน 3 ประการ ได้แก่ (1) ชิ้นงานที่ผลิตจากวัสดุรีไซเคิลที่ล้นสต็อก (2) ชิ้นงานที่ผลิตจากความคิดรีไซเคิล และ (3) ชิ้นงานที่ผลิตซ้ำจากการเล่าเรื่องแบบเดิมๆ โดยในแต่ละฤดูกาล Louis Vuitton จะพยายามสร้างวัฒนธรรมทางแฟชั่นที่นำเสนอชิ้นงานต่างๆ อันมีพื้นฐานมาจากแนวคิด upcycled ซึ่งหมายความว่าชิ้นงานแต่ละชิ้นจะสามารถนำไป recycle และ upcycle ได้ เพื่อให้แนวคิดว่าแฟชั่นไม่ใช่สิ่งที่ต้องทิ้งไปเมื่อหมดฤดูกาลกลายเป็นรากฐานหลักของวงการแฟชั่น แต่สิ่งที่เกิดขึ้นในโลกแฟชั่นจะกลายเป็นส่วนหนึ่งของวงจรที่สร้างแรงบันดาลใจและคุณค่าต่างๆ ในวงการไปแบบไม่รู้จบได้

