Photographer: Ponpisut Pejaroen
Author: Pacharee Klinchoo
ในฐานะคนทำน้ำหอม คุณเห็นความเชื่อมโยงระหว่างศาสตร์แห่งการทำน้ำหอมกับศาสตร์แห่งการผสมค็อกเทลอย่างไรบ้าง
จริงๆ แล้วมันเป็นงานฝีมือประเภทเดียวกันเลยนะครับ มันคือศาสตร์แห่งการผสมผสาน (blending) และคุณก็สามารถเอามันไปเปรียบเทียบกับศาสตร์ของการทำเหล้าคอนยัค หรือศาสตร์การปรุงอาหารของเชฟก็ได้เหมือนกันนะครับ ทุกอย่างมันคือศาสตร์แห่งการผสมผสานส่วนผสมต่างๆ เข้าด้วยกัน เป็นงานฝีมือแห่งการผสมผสานเหมือนกันทั้งหมด แต่สิ่งที่แตกต่างออกไปก็คือ ศิลปะแห่งการผสมน้ำหอมนั้น เรามีวัตถุดิบอยู่ราวๆ 3,000 ชนิด (กลิ่น) ในขณะที่วัตถุดิบในศาสตร์อื่นๆ นั้นมีจำนวนน้อยกว่ามากๆ เลย นั่นทำให้งานของพวกเราซับซ้อนกว่างานอื่นๆ มากครับ
จากวัตถุดิบกว่า 3,000 ชนิดที่คุณกล่าวมา คุณหาแรงบันดาลใจตั้งต้นในการสร้างสรรค์แต่ละกลิ่นหอมได้อย่างไร
มันขึ้นอยู่กับอารมณ์ที่ผมต้องการจะสื่อออกมาน่ะครับ สำหรับผม ผมจะเริ่มต้นด้วยเรื่องราวและความรู้สึกที่ผมอยากจะถ่ายทอดออกมา ก็เหมือนกับผู้กำกับภาพยนตร์นั่นแหละครับ ตอนแรกก็ต้องมีบทภาพยนตร์ก่อน พอบทภาพยนตร์พร้อมแล้ว ก็ค่อยมาเลือกนักแสดงนำที่จะสามารถตีความบทเหล่านั้นออกมาให้ตรงกับภาพในหัวของเขามากที่สุด วิธีการของผมก็เหมือนกัน ผมเลือกเรื่องที่ผมอยากจะเล่า อารมณ์ที่ผมต้องการจะสื่อ และผมก็เลือกช่างทำน้ำหอมที่ผมต้องการจะร่วมงานอย่างใกล้ชิดด้วย เพื่อที่จะตีความอารมณ์ต่างๆ ของผมออกมาเป็นน้ำหอมกลิ่นใหม่ ตอนแรกผมทำงานร่วมกับช่างทำน้ำหอม 2 คน แล้วก็เพิ่มเป็น 3 คน และ 4 คน ตามลำดับ ตอนนี้ผมว่าผมมีช่างทำน้ำหอมหลักๆ อยู่ 5 คนที่ผมชอบทำงานด้วยนะครับ เพราะบางคนก็มีรูปแบบการผสมแบบ short formula นั่นแหละว่าคุณใช้ส่วนผสมหลายๆ อย่างในปริมาณมากๆ ในขณะที่ช่างทำน้ำหอมบางคนก็ทำงานแบบลงรายละเอียดเยอะๆ (detailed formula) ซึ่งก็ใช้ปริมาณส่วนผสมน้อยกว่า แต่อยู่ได้ทนกว่า ดังนั้นมันจึงขึ้นอยู่กับกลิ่นที่ผมพยายามจะสร้างสรรค์ในแต่ละครั้งน่ะครับ
ยกตัวอย่างเช่น ตอนที่ผมมาที่นี่เมื่อราวๆ 6 ปีที่แล้ว และผมได้มีโอกาสกินข้าวเหนียวมะม่วงเป็นครั้งแรก ผมก็กลับไปบอกช่างทำน้ำหอมของผมทันที และผมก็รู้ว่า ‘ข้าว’ ไม่ใช่ส่วนผสมที่เรามีอยู่แล้วในโลกของน้ำหอม ดังนั้น เราเลยต้องประกอบสร้างกลิ่น ‘ข้าว’ นี้ขึ้นมาใหม่ ส่วน ‘มะม่วง’ ก็ไม่ใช่ส่วนผสมในโลกเดิมของน้ำหอมเช่นกัน เราก็ต้องสร้างกลิ่น ‘มะม่วง’ ขึ้นมาใหม่อีกครั้ง นั่นเป็นกระบวนการที่ซับซ้อนมากครับ และผมก็ต้องการช่างทำน้ำหอมที่มืออาชีพมากๆ ที่สามารถทำงานกับการสร้างสรรค์ใหม่ๆ แบบนี้ได้ ผมเลยเลือกทำงานกับ Calice Becker ที่เป็นช่างทำน้ำหอมระดับโลก เธอคือผู้รังสรรค์ J’adore ของ Dior และผมรู้ว่าเธอมีความเชี่ยวชาญมากในสิ่งที่เธอลงมือทำ เราต้องการคนที่เชี่ยวชาญเรื่องกลิ่นมากๆ เพราะโน้ตกลิ่นมะพร้าวที่อยู่ในขนมหวานนั้นเป็นกลิ่นที่เรามีอยู่แล้วในโลกของน้ำหอม อันนั้นไม่ใช่ปัญหาเลย แต่มันก็เป็นแค่ส่วนหนึ่งของขนมหวานเท่านั้น และผมต้องการตีความกลิ่นของรสชาติที่อบอวลอยู่ในปากของคุณเวลาคุณลิ้มลองข้าวเหนียวมะม่วงออกมาเป็นกลิ่นน้ำหอมให้ได้ครับ
น่าสนใจมาก ถ้าอย่างนั้นแปลว่า ในโลกของน้ำหอม คุณมีวัตถุดิบยืนพื้นอยู่ 3,000 กลิ่น บวกกับกลิ่นที่รังสรรค์ขึ้นมาใหม่ ฉันเข้าใจถูกไหมนะ
ผิดครับ (ตอบทันที) คุณเลือกใช้กลิ่นต่างๆ จาก 3,000 กลิ่นที่มีอยู่มาผสมผสานให้กลายเป็นกลิ่นน้ำหอมใหม่ต่างหากล่ะครับ อย่างกลิ่น ‘ข้าว’ ก็คือการผสมผสานของส่วนผสมจำนวน 20 กลิ่นเพื่อให้กลายมาเป็นโน้ตกลิ่นข้าว ส่วนกลิ่น ‘มะม่วง’ ก็เป็นส่วนผสมของ 7 กลิ่นเพื่อให้ได้มาซึ่งโน้ตกลิ่นมะม่วง แต่คุณก็พูดถูกนะ เรามีส่วนผสมกลิ่นใหม่เพิ่มขึ้นทุกๆ ปี เพราะสำนักน้ำหอมใหญ่ๆ ก็สร้างสรรค์กลิ่นใหม่ๆ ขึ้นมาทุกปี และทุกปี เวลาผมทำความรู้จักกับกลิ่นใหม่ๆ เหล่านั้น ก็เหมือนกับผมเดินเข้าไปในร้านขายลูกกวาดน่ะครับ พอนึกภาพออกใช่ไหม และเหมือนกับศิลปินที่มีสีใหม่ๆ ให้ลองใช้ทุกปี มันตื่นเต้นมากจริงๆ เลยครับ แต่มันก็ไม่ได้มีกลิ่นเยอะแยะมากมายนะครับ และกลิ่นส่วนใหญ่จาก 3,000 กลิ่นนั้นคือสิ่งที่เรียกว่า ‘technical note’


อารมณ์ของคุณที่อยู่เบื้องหลังน้ำหอม Blue Moon Ginger Dash คืออะไร
Blue Moon Ginger Dash เป็นส่วนหนึ่งของน้ำหอมตระกูล The Liquors ที่แบรนด์ทำอยู่นะครับ และเหตุผลที่มันได้รับชื่อนั้นก็เพราะว่าทุกกลิ่นที่อยู่ในตระกูลนี้ล้วนแต่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากเหล้าชนิดใดชนิดหนึ่งครับ มันคืออารมณ์ที่แตกต่างจากคอลเลกชั่นออริจินัลของแบรนด์ที่มีชื่ออย่าง Good Girl Gone Bad, Straight to Heaven หรือ Love, Don’t Be Shy กลิ่นเหล่านี้จะได้รับแรงบันดาลใจมาจากชื่อที่ตั้ง และชื่อน้ำหอมเหล่านั้นก็จะกลายมาเป็นเหมือนบทภาพยนตร์สำหรับผู้กำกับอย่างผมที่พยายามจะเปลี่ยนชื่อเหล่านั้นให้กลายมาเป็นกลิ่นน้ำหอมจริงๆ ครับ
แต่ในส่วนของน้ำหอมตระกูล The Liquors นั้น แรงบันดาลใจจะมาจากคอนยัค แอบซินธ์ บรั่นดีแอปเปิ้ล จินเฮนดริกซ์ และในส่วนของกลิ่น Blue Moon Ginger Dash นั้นก็มาจากค็อกเทล เพราะกลิ่นก่อนหน้านั้นได้แรงบันดาลใจมาจากกลิ่นของเหล้าหนักๆ แต่กรณีของกลิ่น Blue Moon ที่มีสี ‘ฟ้า’ นั้น ได้แรงบันดาลใจมาจากค็อกเทล Blue Lagoon ที่ใช้เหล้า blue curaçao เป็นส่วนผสมหลัก และส่วนตัวผมชอบดื่มค็อกเทลนี้แบบผสมขิงลงไปเล็กน้อย นั่นเป็นเหตุผลที่น้ำหอมกลิ่นนี้มีชื่อเต็มว่า Blue Moon Ginger Dash ครับ
และน้ำหอมนี้เป็น limited edition นะครับ เพราะค็อกเทลส่วนใหญ่จะมาแบบเป็นซีซั่น ผลิตไม่กี่ขวดทั่วโลกเท่านั้น และค็อกเทลก็เปลี่ยนสูตรไปเรื่อยๆ คุณรู้ใช่ไหมครับว่าค็อกเทลจริงๆ แล้วเป็นเมนูสำหรับซัมเมอร์เท่านั้นนะ ดังนั้น ‘ค็อกเทล’ ของผมก็ถูกผสมขึ้นในช่วงเดือนกรกฎาคม – สิงหาคม ช่วงหน้าร้อนที่ผมใช้ชีวิตอยู่ที่ริเวียร่า และนั่นก็เป็นทริปค็อกเทลลับๆ ของผมนั่นล่ะครับ
ถ้าเช่นนั้น คุณสามารถกระซิบกับเราได้ไหมว่าส่วนผสมของ ‘ค็อกเทล’ ตัวใหม่ของคุณคืออะไรกันแน่
ผมยังไม่มีแพลนสำหรับ ‘ค็อกเทล’ แก้วถัดไปของผมเลยครับ
แล้วคุณแพลนอะไรเป็นอย่างถัดไปล่ะ ถ้าอย่างนั้น
แพลนถัดไปของผมก็คือจะปล่อยกลิ่นใหม่ในเดือนกันยายนนี้ และกลิ่นนั้นจะอยู่ในคอลเลกชั่นเดียวกับ Love, Don’t Be Shy และจะอยู่ในกลุ่มของกลิ่น The Smokes คุณก็พอจะเดาได้ว่าอาจจะเป็นกลิ่นยาสูบ ชิชา หรืออะไรทำนองนั้นครับ
อารมณ์ที่อยู่หลังกลิ่นที่ว่าคืออะไร
คุณต้องรอดมเองแล้วล่ะ
คุณคิดว่าใครที่จะเหมาะสมกับกลิ่น Blue Moon Ginger Dash มากที่สุด
ทุกคนเลยครับ น้ำหอมของผมเป็นน้ำหอมยูนิเซ็กซ์ ผมไม่เคยคิดทำน้ำหอมเฉพาะสำหรับผู้ชายหรือผู้หญิง ไม่เคยคิดเลยครับ (เน้นเสียง) สิ่งที่ผมสนใจก็คือการสร้างกลิ่นน้ำหอมที่พิเศษที่ไม่ซ้ำกลิ่นน้ำหอมใดๆ ที่มีในตลาดมาก่อนน่ะครับ และเมื่อผมเจอกลิ่นที่ผมเห็นว่ามันแปลกใหม่จริงๆ แล้ว ผมก็จะสร้างน้ำหอมขึ้นมาจากกลิ่นหอมนั้นครับ ซึ่งกลิ่นหอมนั้นส่วนมากจะประกอบสร้างขึ้นจากกลิ่นประมาณ 3-5 กลิ่นยืนพื้นเท่านั้น ไม่มากไปกว่านั้นเด็ดขาด แต่กลิ่นที่คุณสร้างสรรค์จะต้องแปลกและแตกต่าง นั่นเป็นส่วนที่ยากที่สุดเลยนะครับ มันเป็นก้าวแรกของการสร้างสรรค์ และเป็นก้าวที่ยากที่สุดเสียด้วยสิ เพราะคุณจะต้องตามหากลิ่นหอมที่ไม่เคยมีใครทำมาก่อน หลังจากนั้น คุณก็ต้องเปลี่ยนกลิ่นเหล่านั้นให้กลายเป็นน้ำหอมที่ใช้การได้จริง และผมมักจะพูดเสมอว่า quote ที่ดีที่สุดที่ผมมักจะยกขึ้นมาก็คือคำพูดของ Wolfgang Amadeus Mozart ที่บอกว่า “I choose such notes that love one another.” (ผมเลือกตัวโน้ตที่รักกัน) และนั่นคือสิ่งที่คุณทำเมื่อคุณสร้างสรรค์น้ำหอม เพราะเมื่อคุณได้กลิ่นหอมที่เป็นเอกลักษณ์ของคุณมาแล้ว คุณก็ต้องเอาส่วนผสมมาเทียบดูว่ากลิ่นหอมนั้น ‘รัก’ หรือเข้ากันได้กับส่วนผสมนั้นๆ หรือไม่ คุณค่อยๆ ประกอบร่างมันไปทีละเล็กทีละน้อยแบบนี้ จนกระทั่งกลิ่นหอมนั้นกลายมาเป็นน้ำหอมในที่สุดครับ
หลังจากกลิ่นข้าวเหนียวมะม่วงแล้ว คุณรู้สึกว่าคุณได้รับแรงบันดาลใจอะไรใหม่ๆ จากประเทศไทยอีกบ้างไหม
มีสิครับ จริงๆ แล้วผมกำลังจะออกน้ำหอมกลิ่นใหม่ในคอลเลกชั่น Love, Don’t Be Shy ในเดือนพฤษภาคม 2024 ที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากดอกไม้ที่ผมพบเจอได้ทั่วไปในประเทศไทยครับ
กลิ่นมะลิใช่ไหม
รอดูแล้วกันครับ
คุณมีอะไรจะบอกกับแฟนน้ำหอมชาวไทยของคุณไหม
ผมมีความสุขมากเลยนะครับ ตอนมาที่นี่ครั้งแรกเมื่อ 6 ปีที่แล้ว และผมดีใจจริงๆ ที่ได้กลับมาอีกครั้งครับ


