เปิดตัวอย่างสวยงามถูกจังหวะและเวลากับซีรีส์ Kingdom ซีซั่นสองที่ลงสตรีมมิ่งใน Netflix ในช่วงเวลาที่โลกกำลังประสบภัยซอมบี้จากไวรัสโคโรน่าระบาดพอดิบพอดี อยู่บ้านกักตัวช่วยชาติ ชมซีรีส์สนุกๆ แล้วมาลองมองย้อนดูสถานการณ์ต่างๆ รอบตัวเรากันดีกว่า

Author: Pacharee Klinchoo

“A King’s duty is to his people. Without them, he is no king at all. – หน้าที่ของกษัตริย์นั้นมีต่อประชาชน หากไร้ซึ่งประชาชน ก็ไร้ซึ่งกษัตริย์เช่นกัน” คำพูดอันโด่งดังของ Ling Yao (หลิน เหยา) องค์ชายรัชทายาทจากประเทศชิน ในมังงะชื่อดังเรื่อง Fullmetal Alchemist หรือ ‘แขนกลคนแปรธาตุ’ นั้นดูจะมาพ้องพานกับเนื้อหาที่ปรากฏในซีรีส์ชื่อดังอย่าง Kingdom แบบไม่น่าเชื่อ ในแง่ของ ‘หน้าที่’ และ ‘ความรับผิดชอบ’ ของผู้นำเมื่อคราวที่ประเทศประสบกับภัยพิบัติใดๆ ก็ตาม
เราจะปล่อยเรื่อง Fullmetal Alchemist เอาไว้ก่อนในตอนนี้ เพราะประเด็นเรื่องภาวะผู้นำที่ปรากฏในซีรีส์เรื่อง Kingdom ซีซั่นนี้ดูน่าจะสนใจ และสอดคล้องกับคำพูดของหลิน เหยาที่เรายกมาตอนต้นในแบบที่ทำให้เราเชื่อได้เลยว่า พื้นฐานจิตใจมนุษย์ ไม่ว่าจะชนชาติไหนก็คล้ายคลึงกันอย่างแท้จริง และเราแอบเชื่อว่า ป่านนี้ทุกคนคงจะได้เสพซีรีส์ซีซั่นนี้กันไปหมดแล้ว เราจึงขออนุญาตเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นไปพร้อมๆ กับบทความนี้แบบไม่ระวังสปอยล์แล้วกัน
ภาพลักษณ์ขององค์รัชทายาทอีชางในฐานะผู้นำในอุดมคติ

ในซีซั่นนี้ องค์รัชทายาทอีชาง (รับบทโดย Ju Ji-hoon) ได้เปล่งประกายความเป็นผู้นำแบบอุดมคติให้เหล่าพสกนิกรที่นั่งเฝ้าหน้าจอได้ประจักษ์กันอย่างชัดเจนเด่นชัด ไม่ว่าจะเป็นการปักหลักรับมือกับฝูงซอมบี้เป็นด่านหน้าร่วมหัวจมท้ายกับทหารคู่ใจที่ป้อมปราการเมืองซังจูโดยไม่ล่าถอยง่ายๆ ตัดสินใจบุกเดี่ยว (พร้อมทหารคู่ใจ) ไปแจ้งข่าวเรื่องโรคระบาดที่เมืองหลวงฮันยาง ไปจนถึงฉากที่ตัดสินใจสั่งปิดประตูวังหลวงเพื่อกั้นซอมบี้ไว้ภายในวัง ไม่ให้ออกไปเพ่นพ่านทำร้ายชาวบ้านร้านตลาดนอกรั้ววัง ทั้งๆ ที่ในทุกสถานการณ์นั้น องค์รัชทายาทสามารถลี้ภัยไปทำตัวเงียบๆ หลบภัยโรคระบาดจนกว่าฤดูใบไม้ผลิจะมาเยือนก็ย่อมได้ แต่บทกลับใส่ภาพพระเอกเต็มตัวให้กับองค์รัชทายาทผู้ถูกใส่ร้ายว่าเป็นกบฏต่อกษัตริย์องค์ปัจจุบันแบบนี้
สิ่งที่เห็นได้ค่อนข้างชัดเจนเรื่องการพัฒนาบทภาพยนตร์เรื่อง Kingdom นี้คือการนำเอาเศษเสี้ยวของประวัติศาสตร์ที่เกิดขึ้นจริงมาปรุงแต่งจนกระทั่งดูน่าเชื่อถือตามตรรกะของเรื่องแต่ง ไม่ว่าจะแทนโรคระบาดด้วยซอมบี้ หรือการเล่าถึงการแบ่งแยกชนชั้น ความกระหายอำนาจของชนชั้นปกครอง รวมไปถึงอำนาจที่แท้จริงเบื้องหลังบัลลังก์กษัตริย์ในแต่ละราชวงศ์ จึงไม่น่าแปลกใจเลยว่า ภาพขององค์รัชทายาทอีชางที่ถูกแต่งแต้มตามหลักการและเหตุผลในการดำเนินเรื่องนั้นจึงไม่พ้นภาพกษัตริย์ในอุดมคติที่เหล่าไพร่ฟ้าราษฎรเฝ้าฝันถึงนั่นเอง
ภาพองค์รัชทายาทวางแผนจัดการเหล่าซอมบี้ พร้อมบุกตะลุยแนวหน้าด้วยพระองค์เอง เป็นภาพที่เหล่าพสกนิกรไพร่ฟ้าทั่วโลกได้รับรู้พร้อมกันว่า ‘นี่แหละผู้นำที่เราต้องการ’ ซึ่งความเฉลียวฉลาดในการแต่งแต้มบทโดยดึงเอาประวัติศาสตร์เกาหลีในยุคราชวงศ์โชชอน (รัชสมัยพระเจ้าซอนโจ หรือรัชกาลที่ 14 ของราชวงศ์นี้) ซึ่งเกาหลีต้องตั้งรับการรุกรานจากประเทศญี่ปุ่น พร้อมทั้งเผชิญสภาวะภัยหนาวยาวนานต่อเนื่อง (และภัยหนาวนี้เองก็เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ฝูงซอมบี้ออกอาละวาดอย่างหนักหน่วงรุนแรงในซีรีส์ซีซั่นนี้) นั้นทำให้ซีรีส์เรื่องนี้ดูได้สนุกสนาน แต่ก็สอดแทรกบริบททางประวัติศาสตร์ที่เราอยากให้เป็นไว้ได้อย่างแยบคาย
ผู้ชนะคือผู้จารึกพงศาวดาร

อีกหนึ่งประเด็นที่น่าสนใจในตอนเกือบจบซีรีส์ซี่ซั่นนี้เห็นจะได้แก่ประเด็นหลังจากที่เหล่าฝูงซอมบี้ถูกกำจัดไปหมดแล้ว และฤดูใบไม้ผลิกำลังจะมาเยือนประเทศนี้ นั่นคือ การดำรงอยู่ต่อของสถาบันกษัตริย์อันเป็นสถาบันชั้นปกครองที่ยังหายไปไม่ได้ ทว่า… หลังจากเกิดเหตุการณ์ร้ายต่างๆ ไล่มาตั้งแต่องค์รัชทายาทถูกกล่าวหาว่าเป็นกบฏ การบั่นคอกษัตริย์พระองค์ก่อนด้วยตัวเอง และการล่มสลายของราชวงศ์เกือบทั้งหมดจาก ‘โรคระบาด’ องค์ชายรัชทายาทจะสามารถสร้างความชอบธรรมในการขึ้นบัลลังก์ และความเชื่อมั่นศรัทธาจากประชาชนที่ได้รับข่าวเพียงว่าพระองค์เป็นกบฏ และเป็นผู้ลอบปลงพระชนม์กษัตริย์พระองค์เก่าด้วยมือพระองค์เองกันได้ล่ะ
ซึ่งผู้เขียนบทก็ยังใส่ภาพผู้นำในอุดมคติเข้าไปในองค์รัชทายาทอีชางเช่นเคย การให้องค์รัชทายาทตัดสินใจมอบบัลลังก์ให้กับโอรสของกษัตริย์องค์ก่อน (ที่ทุกคนก็รู้กันหมดว่าเจ้าชายน้อยนั้นไม่ได้สืบสายเลือดตรงของทั้งกษัตริย์หรือมเหสี) พร้อมสั่งให้จารึกประวัติศาสตร์เสียใหม่ว่า พระบิดา พระมารดา รวมถึงพระเชษฐาของเจ้าชายน้อยนั้นเสียชีวิตจากโรคระบาดทั้งหมด บัลลังก์จึงตกสู่เจ้าชายน้อยโดยชอบธรรม ไร้ข้อกังขา… ตรงนี้นั้นแสดงถึงภาพลักษณ์ของ ‘เจ้าชายในฝัน’ ทั้งในแง่ของการเสียสละเพื่อส่วนรวม มองเห็นผลประโยชน์และความสงบสุขของประเทศเป็นสำคัญกว่าอำนาจและอภิสิทธิ์ที่ตนเองจะได้รับจากการขึ้นครองบัลลังก์ แต่ในขณะเดียวกัน สาส์นหนึ่งที่ซ่อนไว้อย่างแยบคายก็คือคำจารึกบนพงศาวดารนั้น… จากน้ำมือผู้ชนะนั่นเอง
เหตุผลที่พสกนิกรที่เฝ้าหน้าจออยู่นั้นรับได้กับบทตรงนี้ เป็นเพราะว่าตรรกะของซีรีส์นี้ได้วางให้องค์รัชทายาทรับบท ‘พระเอก’ ผู้เสียสละ และในความเป็น ‘คนดี’ ขององค์รัชทายาทอีชางนั้นเอง ก็ทำให้การจารึกประวัติศาสตร์ที่ดูยังไงก็ ‘ผิด’ นี้ กลายเป็นเรื่องที่ ‘ชอบธรรม’ และ ‘ยอมรับได้’ เลยเถิดไปถึงว่าเป็นพฤติกรรม ‘ที่น่าสรรเสริญ’ เพราะคือการเสียสละเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติมากกว่าประโยชน์ส่วนตนนั่นเอง
แต่ถ้าหากว่า… สถานการณ์คลี่คลายไปในทางกลับกันล่ะ? ถ้าหากว่าผู้ที่จารึกประวัติศาสตร์คืออัครมหาเสนาบดีโจฮักจู และองค์ราชินีโจ… คุณคิดว่าข้อโต้แย้งภายในใจของพสกนิกรที่เสพซีรีส์นี้อยู่หน้าจอจะเป็นไปในทิศทางไหนกัน? และทำไมเราถึงยอมรับตรรกะว่า ‘คนดี’ มีสิทธิเขียนพงศาวดารตามใจตัว ในขณะที่ ‘คนไม่ดี’ อาจจะไม่ได้รับสิทธินั้นตั้งแต่การวางบทแล้วกันล่ะ?
ดูซีรีส์ ดูละคร แล้วมาย้อนดูบ้านเมือง

ขอย้อนกลับมาคำพูดของหลิน เหยา แห่ง Fullmetal Alchemist ที่เรายกมาไว้ตั้งแต่เริ่มบทความนี้ “A King’s duty is to his people. Without them, he is no king at all. – หน้าที่ของกษัตริย์นั้นมีต่อประชาชน หากไร้ซึ่งประชาชน ก็ไร้ซึ่งกษัตริย์เช่นกัน” เพราะเมื่อดูซีรีส์ Kingdom จนจบครบทั้งสองซีซั่นแล้ว ก็เห็นได้เลยว่า ภาพของผู้นำในอุดมคติที่ถูกวาดไว้ในซีรีส์เรื่องนี้นั้น เป็นข้อบ่งชี้สำคัญว่าประเทศชาติจะดำเนินไปในทิศทางใดยามเกิดปรากฏการณ์ใดๆ ก็ตามที่อยู่นอกเหนือการควบคุม ดังเช่นเหตุการณ์โรคระบาดซอมบี้ในเรื่องนี้
การที่อัครมหาเสนาบดีโจฮักจู และอาจารย์อันฮยุน ‘ตัดสินใจ’ สังเวยคนในหมู่บ้านของยองชินให้กลายเป็นซอมบี้เพื่อเป็นด่านหน้าป้องกันข้าศึกจากประเทศญี่ปุ่นนั้น ทำให้เกิดผลพวงอันร้ายแรงต่อมา นั่นคือการระบาดของเชื้อไวรัสดังกล่าว และทำให้ชาวบ้านที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่ต้องมาเดือดร้อนจากมาตรการที่ลงมือทำโดยคนที่มีอำนาจอยู่ในมือ ซึ่งถ้าจะให้มองกันตรงๆ แล้ว การตัดสินใจอย่างลับๆ ระหว่างผู้นำทั้งสองนั้น ก็เกิดจาก ‘ภาระหน้าที่’ ที่ต้องป้องกันบ้านเมือง แต่ดูเหมือนว่าการทำตามหน้าที่ของตนนั้น กลับหลงลืม ‘คุณธรรม’ ของความเป็นผู้นำไป
ในขณะเดียวกัน การ ‘ตัดสินใจ’ ของมเหสีโจที่จะปล่อยซอมบี้ที่เลี้ยงไว้ออกมาเพ่นพ่านในวังให้ทุกคนติดเชื้อโรคระบาดกันไปหมด เนื่องจากตัวเธอเองก็ไม่สามารถยึดอำนาจการปกครองไว้ได้อีกต่อไปแล้วนั้น ก็เป็นการแสดงให้เห็นได้เป็นอย่างดีว่า ถ้าหากว่าอำนาจหลุดไปอยู่ในมือคนที่ไม่สนอะไรเลย นอกจากประโยชน์ส่วนตนนั้น จะนำพาหายนะมาสู่บ้านเมืองได้มากขนาดไหน และถ้าองค์รัชทายาทไม่ ‘ตัดสินใจ’ ออกคำสั่งปิดกั้นประตูวังทั้งหมด โรคระบาดก็จะลุกลามออกไปในเมืองหลวงฮันยางที่ยังไม่เกิดโรคระบาด และไพร่ฟ้าราษฎรก็จะได้รับผลกระทบจากการตัดสินใจของมเหสีโจไปแบบหลีกเลี่ยงไม่ได้
การมาถึงขององค์ชายรัชทายาท และการ ‘ตัดสินใจ’ ต่างๆ โดยที่บทวางให้พระองค์นึกถึงแต่ประโยชน์ของไพร่ฟ้ามากกว่าประโยชน์ส่วนตนนั้น ทำให้พสกนิกรที่นั่งเฝ้าหน้าจอเชื่อและคล้อยตามการตัดสินใจขององค์รัชทายาทได้อย่างง่ายๆ โดยเราไม่ตั้งคำถามถึงความถูกต้อง หรือเหมาะสมที่เกิดจากการตัดสินใจนั้นๆ เสียด้วยซ้ำ… หรือถ้าใครคิดจะตั้งคำถาม ก็จะมีคำตอบว่า ‘ทรงตัดสินใจเพื่อประชาชน’ และทำให้คำถามเหล่านั้นถูกปัดตกไปได้อย่างรวดเร็ว
ดังนั้น คำพูดของหลิน เหยา ที่ยกมานั้น แฝงไว้ด้วยนัยยะที่ลึกซึ้งไปมากกว่า ‘หน้าที่’ ของ ‘กษัตริย์’ ที่มีต่อ ‘ประชาชน’ แต่มันหมายรวมว่า หากกษัตริย์องค์นั้นตัดสินใจใดๆ ก็ตาม เพื่อ ‘ประชาชน’ เป็นที่ตั้งมากกว่าประโยชน์ส่วนตน… กษัตริย์ก็จะสามารถกระทำการมิชอบได้โดยชอบธรรม
ใช่หรือไม่?
Kingdom ทั้งสองซีซั่น สตรีมมิ่งแล้วทาง Netflix.com

