ไม่แปลกใจเลยที่ซีรีส์เรื่อง Vagabond – เจาะแผนลับเครือข่ายนรกของช่อง SBS ที่ออกฉายทั่วโลกผ่าน Netflix จะได้รับเรตติ้งสูงถึง 10.4% ในตอนแรกทันทีที่ออกฉาย นอกเหนือไปจากความสนุกสนาน ชวนระทึกให้ติดตามตามสไตล์หนังแอ็กชั่นสืบสวนสอบสวนแล้ว สาส์นที่ซ่อนอยู่ในซีรีส์เรื่องนี้นั้นก็ช่างพอเหมาะลงตัวกับสถานการณ์บ้านเมืองช่วงนี้อย่างแท้จริง
Author: Pacharee Klinchoo

ซีรีส์แอ็กชั่นฟอร์มยักษ์เรื่องนี้เพิ่งเริ่มไปได้เพียงหนึ่งซีซั่น แม้จะมีข่าวว่ากำลังวางแผนสร้างซีซั่นสองอยู่ แต่ด้วยความอลังการของทั้งบท ฉาก และคิวดารานำตัวใหญ่หลายต่อหลายคน เราอาจจะต้องกด pause ซีรีส์เรื่องนี้กันไปยาวๆ ก็เป็นได้
ในระหว่างนั้น… เรามาลองคิดเล่นๆ กันดูไหมว่า เหตุใดซีรีส์เรื่องนี้ถึงเรตติ้งสูงแซงซีรีส์ประเภทรักโรแมนติกที่มักจะเข้าถึงคนดูได้กว้างกว่ากันแน่
คนธรรมดากับชะตาชีวิตที่ผกผัน

Vagabond เล่าเรื่องราวของชาดัลกอน (รับบทโดย Lee Seung-gi) สตันท์แมนหนุ่มตกอับที่ต้องสูญเสียชาฮุน หลานชายเพียงคนเดียวของตัวเองไปจากเหตุการณ์เครื่องบินตก ที่เขาบังเอิญไปรับรู้ว่าแท้จริงแล้วนั่นเป็นเหตุการณ์ก่อการร้าย และด้วยความช่วยเหลือของโกแฮรี (รับบทโดย Bae Suzy) เจ้าหน้าที่ข่าวกรองแห่งชาติของประเทศเกาหลี พร้อมด้วยพรรคพวกเพียงไม่กี่คน ชาดัลกอนก็สามารถเปิดโปงแผนลับระดับชาติซึ่งมี ‘รัฐบาลเกาหลี’ ชักใยอยู่เบื้องหลังสำเร็จจนได้
เรื่องย่อมีแค่ย่อหน้าที่แล้วที่เราเล่าไปนั่นล่ะ แต่การดำเนินเรื่องสุดระทึก บวกกับการออกแบบคิวบู๊สุดตื่นตา ทำให้ผู้ชมที่ชมซีรีส์เรื่องนี้ลุ้นระทึกไปพร้อมกับตัวละครตั้งแต่ต้นจนจบ ทว่า… ปัจจัยของ ‘ความดัง’ เปรี้ยงปร้างนั้นมีเพียงแค่เท่านั้นจริงๆ หรือ?
อย่างที่เกริ่นไปแล้วว่า ชาดัลกอนเป็นเพียงสตันท์แมนหนุ่มตกอับ เป็นชายโสดที่ใช้ชีวิตไปวันๆ จนกระทั่งสูญเสียหลานชายเพียงคนเดียวไปจากเหตุการณ์ปริศนาครั้งนี้ ในขณะที่โกแฮรีเองก็เป็นเพียงพนักงานระดับล่าง ไม่ได้รับความไว้วางใจจากหัวหน้าหน่วย แต่ในยามที่ทั้งคู่มาร่วมมือกันอย่างจริงจัง การณ์กลับกลายเป็นว่า ทั้งคู่สามารถเปิดโปงความลับดำมืดเบื้องหลังรัฐบาลเกาหลี ที่มีองค์กรร้ายใหญ่กว่านั้นชักใยอยู่เบื้องหลังจนล้มยักษ์ลงได้ภายในระยะเวลาแค่ 16 ตอนเท่านั้น
ความเป็นไปได้ที่จะเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ในชีวิตจริงมีอยู่สักกี่เปอร์เซ็นต์กัน? นั่นเพียงพอหรือยังที่จะทำให้เราออกปากว่า ซีรีส์เรื่องนี้เป็นซีรีส์แฟนตาซีเพ้อฝันที่ไร้ซึ่งมังกรบินได้ หากถูกฉาบเคลือบด้วยฉาก ผู้คน วันเวลา และสถานที่ที่มีอยู่จริง ทำให้คนดูมีอารมณ์ร่วม และเชื่อได้อย่างเต็มที่ว่าเหตุการณ์ในซีรีส์ก็จะสามารถเป็นไปได้ในชีวิตจริง
แล้วมันเป็นเช่นนั้นได้จริงๆ หรือ?
อำนาจในมือคนธรรมดา

เรื่องราวในซีรีส์นั้นคลี่คลายปมไปเรื่อยๆ ในระหว่างทาง มันทำให้คนดูที่กำลังลุ้นระทึกไปกับโลกเสมือนจริงตรงหน้านั้นเชื่ออย่างหมดหัวใจว่า เมื่อคนธรรมดาอย่างชาดัลกอนและโกแฮรีตั้งมั่นมากพอ พวกเขาสามารถทำตัวเป็นเดวิดที่ล้มยักษ์โกไลแอธลงได้ และในที่สุดแล้ว โลกก็จะรับรู้ความเป็นจริงได้ในที่สุด ไม่ว่าอิทธิพลมืดนั้นจะยิ่งใหญ่ขนาดไหนก็ตาม
แม้กระทั่งกีแทอุง (รับบทโดย Shin Sung-rok) หัวหน้าหน่วยของโกแฮรีเอง ก็ยังเกิดอาการลักลั่น เมื่อต้องคราวต้องอยู่จุดปะทะกันระหว่าง ‘คุณธรรม’ และ ‘หน้าที่รับใช้ประชาชน’ ที่ถูกกรอกหูมาตลอดชีวิต กับ ‘หน้าที่ในฐานะลูกจ้างรัฐบาล’ และถึงแม้ว่าการกระทำของเขาจะคลี่คลายไปในทิศทางเอาใจคนดู แต่ในระหว่างการตัดสินใจสลับไปสลับมานั้น การกระทำของเขาก็ตีแผ่อะไรที่ติดอยู่ในใจของ ‘ประชาชน’ ทั่วไปอย่างเราๆ ท่านๆ ได้เป็นอย่างดี ไม่ว่าจะเป็นการต้องเลือกระหว่างการช่วยเหลือเพื่อนร่วมงาน และปกป้องพยานเพียงคนเดียวที่จะตีแผ่แผนลับดำมืดในคดีที่ตัวเองรับผิดชอบอยู่ กับการทำตามคำสั่งของรัฐบาลอย่างเคร่งครัด และปล่อยให้เหตุการณ์ที่ตนเองรู้อยู่แก่ใจว่า ‘ผิดศีลธรรม’ เกิดขึ้นตรงหน้า หรือการที่ต้องตัดสินใจ ‘ตามน้ำ’ ไปกับรัฐ โดยการปรักปรำฝั่งชาดัลกอนทั้งๆ ที่ตัวเองก็รู้อยู่แก่ใจว่าอะไรถูกอะไรผิด เพราะในท้ายที่สุดแล้ว เมื่อเราต้องมาตั้งคำถามกับตัวเองว่า ‘เราจะตัดสินใจอย่างไร ถ้าต้องสวมรองเท้าของกีแทอุงเข้าไปยืนอยู่ ณ จุดนั้น’ คำตอบนั้นอาจจะไม่ต่างจากการตัดสินใจของเขาเลยก็เป็นได้

มันเป็นความจริง… แม้จะแสนเศร้าและหดหู่ แต่มันก็คือความจริง
อย่างไรก็ดี… ซีรีส์เรื่องนี้ก็คือซีรีส์แฟนตาซี… มันคลี่คลายไปในทิศทางที่เอาใจผู้ชมคนธรรมดาที่เฝ้าหน้าจออยู่โดยส่งสารออกมาทื่อๆ เลยว่า คุณธรรม ความดี และความตั้งใจจริงของคนธรรมดานั้น อยู๋เหนืออำนาจใดๆ ก็ตาม และทุกคนสามารถเป็นฮีโร่กอบกู้โลกได้
เรียกได้ว่า… โลกทั้งใบอยู่ในมือเรา ถ้าเรายึดมั่นในคุณธรรมมากพอ
ความดำมืดในจิตใจที่ไม่อาจปล่อยวางได้

อีกประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจไม่แพ้กับประเด็นแฟนตาซีเดวิดล้มยักษ์โกไลแอธที่กล่าวไปข้างต้นนั้นเห็นจะได้แก่ประเด็นที่ว่าด้วยความดำมืดในจิตใจของชาดัลกอน ที่ต้องการแก้แค้นให้กับหลานชายของตัวเอง ซึ่งทำให้การกระทำของเขานั้นกลายเป็น ‘ทำเพื่อชาติ’ ไปโดยปริยาย
แต่แท้จริงแล้ว… ในใจของชาดัลกอนนั้น เขาต้องการที่จะ ‘ตีแผ่’ ความเป็นจริงอันฟอนเฟะเบื้องหลังเหตุการณ์ก่อการร้ายที่พรากเอาหลานชายเพียงคนเดียวไปจากตัวเขา หรือเขาต้องการที่จะ ‘ฆ่าล้างโคตร’ คนที่มีส่วนทำให้เหตุการณ์นั้นเกิดขึ้นกันแน่?
คำตอบของคำถามนี้ถูกเฉลยไว้ในช่วงท้ายๆ ของซีรีส์ เมื่อเขาตัดสินใจที่จะตัดขาดจากโกแฮรีอันเป็นที่รัก และเข้าร่วมองค์กรทหารรับจ้าง เพื่อสาวไปให้ถึงตัวบงการตัวใหญ่ที่อยู่เบื้องหลังโศกนาฏกรรมครั้งนี้โดยไม่พึ่งพาอำนาจรัฐหรืออะไรใดๆ เรียกได้ว่าลงใต้ดินอย่างเต็มตัว และเมื่อเขาได้มีโอกาสเผชิญหน้ากับตัวการที่พรากหลานชายไปจากเขาแบบตัวต่อตัว… เขาก็ตัดสินใจตั้งศาลเตี้ยจัดการด้วยตัวเอง

นั่นอาจจะเป็นฉากแรกที่ทำให้ซีรีส์เรื่องนี้หลุดออกจากความเป็นแฟนตาซีมาสู่โลกแห่งความเป็นจริงก็ว่าได้
เพราะในวันที่อำนาจรัฐพึ่งพาไม่ได้ ไร้การตรวจสอบ ไม่โปร่งใสนั้น ‘เหยื่อ’ ที่เกิดจากความหละหลวมดังกล่าวนั้นดูจะไม่มีทางเลือกอะไร นอกจากฉีกกรอบ ‘คุณธรรม’ และ ‘กฎหมาย’ พื้นฐานเพื่อตั้งศาลเตี้ยจัดการเรื่องอยุติธรรมที่เกิดจากกระบวนการยุติธรรมที่อยู่เหนือกว่านั่นเอง
เนื้อเรื่องของซีรีส์ Vagabond นั้นยังไม่จบ เราไม่อาจคาดเดาได้ว่า มันจะดำเนินไปสำรวจคุณธรรมในตัวชาดัลกอนและพรรคพวกจนถึงจุดไหน โกแฮรีจะหันหน้าเข้าหาความมืดเพื่อแก้แค้นให้กับชาดัลกอนหรือไม่ และชาดัลกอนจะสามารถถอนตัวออกจากหลุมดำที่เรียกว่าความแค้นได้ไหม และที่สำคัญ… ซีรีส์เรื่องนี้จะยังคงดำเนินเรื่องความเป็นแฟนตาซีโดยเขียนให้รัฐบาลเกาหลีกลับมาโปร่งใส ตรวจสอบได้อีกครั้งหรือไม่
คงต้องรอลุ้นซีซั่นสองไปพร้อมกันครับ
รับชม Vagabond ได้ที่ www.netflix.com

