เที่ยวกรุงปารีส เมืองหลวงสุดแสนโรแมนติกของโลกผ่านฉากภาพยนตร์สวยๆ ที่จับใจจนเราอดหลงรักไม่ได้
Author: Mintira Thammapalert / Tatiya Kaewchan
Illustrator: PATTRN

Follow Your Heart: Before Sunset
ก่อนดวงอาทิตย์จะลับขอบฟ้าในวันนี้จงเลือก ‘หัวใจ’ ของตัวเอง
‘ปารีส’ เป็นมหานครที่เต็มไปด้วยบรรยากาศของความโรแมนติก มีคำกล่าวขำขันว่าเพียงแค่ผู้ชายก้มลงหยิบเหรียญหรือผูกเชือกรองเท้าระหว่างที่พาคนรักมาเที่ยวปารีส ก็อาจทำให้ผู้หญิงยืนปิดปากร้องไห้ด้วยความตื้นตันใจ เพราะหลงคิดว่าผู้ชายคุกเข่าขอแต่งงานซะงั้น! นอกจากปารีสจะเป็นจุดหมายปลายทางสำคัญที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวและคู่รักทั่วโลกให้เดินทางมาแล้ว ในโลกภาพยนตร์ ปารีสก็ยังถูกใช้เป็นโลเคชั่นยอดนิยมที่มักไปปรากฏอยู่ในหนังเรื่องต่างๆ ทำหน้าที่สะท้อนเรื่องราวของการพบรัก การลาจาก และการเรียนรู้ชีวิต โดยเฉพาะหนังเรื่อง ‘Before Sunset’ ผลงานของผู้กำกับฯ ริชาร์ด ลิงค์เลเทอร์ ที่ออกฉายเมื่อปี 2004 โดยเล่าเรื่องอีก 9 ปีต่อมาจาก ‘Before Sunrise’ เมื่อสองตัวละครอย่าง ‘เจสซี’ และ ‘เซลีน’ ได้กลับมาพบกันอีกครั้ง โดยที่ทั้งคู่เติบโตขึ้น ไม่ใช่หนุ่มสาววัยเพ้อฝันอีกต่อไป แต่เป็นผู้ใหญ่วัยทำงานที่หัวใจมีร่องรอยบาดแผลจากประสบการณ์ความรักที่ผ่านๆ มา ฉากสำคัญที่ทั้งคู่เจอกันเริ่มที่ ‘Shakespeare and Company’ ร้านหนังสือประตูสีเขียวริมแม่น้ำแซน ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นร้านหนังสือเก่าแก่ที่มีชื่อเสียงที่สุดในโลก โดยเปิดต้อนรับนักอ่านทั่วโลกมาตั้งแต่ปี 1919 (วันก่อตั้งร้านตัวเลขสวยมาก 19 พฤศจิกายน 1919 โดยปีนี้ก็มีอายุครบ 100 ปีพอดี) หากร้านหนังสือคือสถานที่ท่องเที่ยวที่พาคนอ่านไปสำรวจโลกกว้างผ่านตัวอักษร นักเขียนหนุ่มอเมริกันที่เริ่มมีชื่อเสียงอย่างเจสซีก็เลือกใช้หนังสือเป็นเครื่องมือบันทึกความทรงจำถึงหญิงสาวฝรั่งเศสที่เขาเคยตกหลุมรักเมื่อ 9 ปีก่อนเช่นกัน เรื่องราวของค่ำคืนสุดประทับใจที่เคยเกิดขึ้นได้กลายเป็นแรงบันดาลใจในการเขียนหนังสือ ส่วนเรื่องน่ายินดีก็คือเธอได้อ่านหนังสือเล่มนั้นและมายืนต่อหน้าเขาอีกครั้งราวกับความฝัน
บางครั้งโชคชะตาและจังหวะเวลาก็มักเล่นตลกกับความรักของมนุษย์ เพราะในหนังภาคแรกอย่าง ‘Before Sunrise’ พวกเขาสัญญากันที่กรุงเวียนนาว่าจะกลับมาเจอกันในอีก 6 เดือนข้างหน้า แต่ก็ล่วงเลยนานถึง 9 ปีจึงจะได้เจอกันอีกครั้ง แถมต่างคนต่างมีคนรักอยู่แล้วด้วย บทสนทนาทั้งเรื่องดำเนินอย่างราบเรียบ แต่มีความหนักหน่วงมากพอที่จะรื้อฟื้นความรู้สึกดีๆ ของทั้งคู่ขึ้นมาใหม่ เพราะยิ่งพูดคุยกันมากเท่าไรต่างยิ่งพบว่าเขาและเธอต่างมีตัวตนอยู่ในใจของกันและกันเสมอมา เซลีนกล่าวว่า “คุณไม่สามารถหาใครมาแทนที่ใครได้หรอก เพราะทุกคนถูกสร้างขึ้นมาด้วยรายละเอียดที่งดงามเฉพาะตัว” เรื่องราวใน ‘Before Sunset’ ดำเนินขึ้นในเวลากลางวัน โดยมีบรรยากาศและสถานที่ต่างๆ ของกรุงปารีสเป็นฉากหลัง ก่อนที่เจสซีจะต้องบินกลับสหรัฐอเมริกา เขาอาสาไปส่งเซลีนที่ห้อง และเซลีนก็ได้หยิบกีตาร์ตัวโปรดขึ้นมาเล่นเพลงที่เธอแต่งเองซึ่งมีชื่อว่า ‘A Waltz for a Night’ เพียงหญิงสาวร้องเพลงไม่กี่ประโยค เจสซีรู้ทันทีว่าเนื้อเพลงทั้งหมดนั้นหมายถึงตัวเขา ทุกความรู้สึกที่เซลีนไม่อาจบอกตรงๆ เมื่อรู้ว่าเจสซีมีคนรักอยู่แล้ว กลับถูกสารภาพผ่านเพลงซึ้งๆ อย่างจริงใจ โดยเฉพาะท่อนนี้ “My heart will stay yours until I die…” ขณะฟังเจสซีราวกับตกอยู่ในภวังค์ เขามีสีหน้าที่บ่งบอกถึงอารมณ์ดีใจและสับสนในคราวเดียวกัน เรื่องราวที่เกิดขึ้นก่อนพระอาทิตย์จะลับขอบฟ้าของกรุงปารีสในวันนี้กำลังจะกลายเป็นความหลังที่ไม่อาจหวนคืนอีกแล้วหากเขาตัดสินใจเดินออกจากห้องนี้ไป “เดี๋ยวจะตกเครื่องนะคะ” เสียงเซลีนเตือนชายหนุ่ม… ใครจะไปคิดว่าหนังรักที่เกิดขึ้นในเมืองโรแมนติกแห่งนี้จะมี ‘พระอาทิตย์ตก’ เป็นเดดไลน์กันล่ะ

Falling in Romantic Love: Funny Face
จะมีที่ไหนเหมาะสำหรับการตกหลุมรักอันแสนจะโรแมนติกมากไปกว่าที่ปารีสอีกเล่า
บงชูร์ ปาครี! (Bonjour, Paris!) คือวลีติดหูและเป็นหนึ่งในเพลงที่ใช้ประกอบในเรื่อง ‘Funny Face’ ภาพยนตร์มิวสิคัล โรแมนติก คอมเมดี้ (ค.ศ. 1957) เรื่องนี้โดดเด่นตั้งแต่นักแสดงนำ ซึ่งก็คือ ออเดรย์ เฮปเบิร์น (Audrey Hepburn) และเฟรด แอสแตร์ (Fred Astaire) ไปจนถึงพล็อตที่หวานแหววราวกับอยู่ในภาพฝัน และตบท้ายด้วยแฟชั่นระดับไฮเอนด์ของนางเอกที่หลายนิตยสารแฟชั่นในขณะนั้นต่างยกนิ้วให้ว่าเป็นภาพยนตร์ที่มีเครื่องแต่งกายยอดเยี่ยมที่สุด
แน่นอนว่าโลเคชั่นที่จะถ่ายทอดรักโรแมนติกได้ดีที่สุดก็ต้องอยู่ในดินแดนที่ได้ชื่อว่าโรแมนติกที่สุดในโลกอย่าง ‘ปารีส’ ที่ซึ่ง Funny Face ใช้เป็นฉากดำเนินเรื่องเกินกว่าครึ่ง และจะเห็นได้ว่าผู้กำกับพยายามเก็บแลนด์มาร์กของปารีสเกือบทุกแห่ง ไม่ว่าจะเป็นหอไอเฟล (la tour Eiffel) พิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ (le musée du Louvre) ประตูชัยฝรั่งเศส (l’Arc de Triomphe de l’Étoile) สวนตุยเลอรี (le jardin des Tuileries) หรือแม่น้ำแซน (la Seine) มารวมอยู่ในเรื่องนี้อย่างครบครัน อย่างไรก็ดีแม้ว่าในช่วงที่ทีมงานยกกองไปถ่ายทำหนังเรื่องนี้จะอยู่ในช่วงกลางฤดูร้อน แต่ฟ้ากลับไม่เป็นใจ เพราะดันมีฝนตกลงมามากผิดปกติ ทำให้หลายฉากในเรื่องที่ควรจะสดใสแจ่มแจ้งเต็มไปด้วยแสงแดด กลับดูหม่นทึมไม่สดใส อย่างฉากร้องเพลง ‘บงชูร์ ปาครี!’ ที่ตัวเอกทั้งสามคน (เฮปเบิร์น, แอสแตร์ และเคย์ ทอมป์สัน – Kay Thompson) ต้องร้องเพลงตามสถานที่แลนด์มาร์กต่างๆ จนมาจบเพลงบนหอไอเฟล ก็เห็นแบ็กกราวด์ท้องฟ้าแบบไม่แจ่มใสนัก ทว่าสภาพอากาศก็ไม่อาจหยุดการแสดงอันรุ่มรวยไปด้วยอารมณ์ขัน เพลงเพราะๆ ท่าเต้นแสนสวย และความน่ารักน่าหยิกของคู่พระคู่นาง แม้ว่าในขณะนั้นแอสแตร์จะมีอายุห่างจากเฮปเบิร์นถึง 38 ปีก็ตาม! (แอสแตร์ 58 ปี และเฮปเบิร์น 20 ปี) ความสนุกอย่างหนึ่งของเรื่องนี้อยู่ที่การลุ้นว่าในแต่ละฉาก โจ นางเอกคนสวย ผู้เป็นพนักงานในร้านหนังสือ แต่ดันจับพลัดจับผลูมาเป็นนางแบบรันเวย์จำเป็น จะปรากฏกายในชุดหรูหราชุดใด และดิค พระเอกผู้เป็นช่างภาพแฟชั่นชื่อดัง จะคอยบอกให้นางเอกโพสท่าเก๋ๆ อย่างไร ท่ามกลางฉากหลังที่เป็นแลนด์มาร์กงดงามของเมืองปารีส ฉากที่ตรึงตาตรึงใจฉากหนึ่งของ Funny Face ที่ไม่พูดถึงคงไม่ได้คือฉากที่โจแอบหลบอยู่หลังอนุสรณ์ชัยชนะที่ซาโมเทรซ (Nike of Samothrace) ณ พิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ ก่อนจะวิ่งถลาลงมาจากบันไดด้วยชุดราตรียาวสีแดงสดเพื่อให้ดิคถ่ายภาพของเธอ พร้อมโบกผ้าคลุมไหล่เนื้อชิฟฟอนบางเบาสีแดงเป็นท่วงท่าเดียวกับเทพีไนกี้แห่งซาโมเทรซที่ประดิษฐานอยู่เบื้องหลัง ความคลาสสิกของชุด อิริยาบถอันงดงามของเฮปเบิร์น และฉากหลังอันทรงพลัง ทำให้ฉากนี้เป็นที่ประทับใจของใครหลายคน และเวลามีคนพูดถึง Funny Face ก็มักจะหยิบเอาภาพนี้มาเป็นภาพประกอบอยู่เสมอ

The Sexy Spirit: Moulin Rouge!
ลีลารักสุดร้อนแรงที่พร้อมจะแผดเผาใจให้ไหม้เป็นจุณ
นอกจากจะเป็นเมืองโรแมนติกที่ง่ายต่อการตกหลุมรักแล้ว ปารีส… ยังเป็นมหานครที่เหมาะเจาะกับคำว่า ‘รักร้อนแรง’ อีกด้วย และดูจะเป็นเรื่องธรรมดาสามัญหากจะเดินไปประสบพบคู่รักกำลังกระหวัดกอดเกี่ยวกันในซอกหลืบแห่งย่านกลางคืน หากคุณยังนึกภาพตามไม่ค่อยออก (หึๆ) ก็ลองดูหรือนึกถึงภาพยนตร์มิวสิคัลโรแมนติกดราม่าในปีค.ศ. 2001 อย่างเรื่อง Moulin Rouge! (มูแลง รูจ!) ภาพยนตร์โปรดักชั่นเยี่ยมเรื่องนี้กลายเป็นภาพยนตร์สุดอมตะที่กวาดรางวัล (และรายได้) ไปเป็นว่าเล่น ทั้งยังสะท้อนให้เห็นถึงความฟู่ฟ่า ร้อนแรง และหรูหราฉูดฉาดแบบไม่ห่วงเครื่องของวิถีชีวิตของเหล่านักแสดงโชว์และชาวฝรั่งเศสผู้หลงใหลความบันเทิงยามค่ำคืน ซึ่งอ้างอิงสถานที่ที่มีอยู่จริงอย่างโรงละครคาบาเรต์เก่าแก่ที่มีชื่อเดียวกับเรื่องว่า ‘Moulin Rouge’ ในย่านมงต์มาร์ต (Montmartre) มาเป็นโลเคชั่นสำคัญในการเดินเรื่องราวทั้งหมด อันที่จริงตัวโรงละคร Moulin Rouge เองก็มีชื่อเสียงมากอยู่แล้วในฝรั่งเศสทั้งในเรื่องของมิวสิคัลแดนซ์ โชว์ต่างๆ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งการเต้นระบำแคนแคน (can-can) ที่เป็นการแสดงที่มีท่วงท่าฉีกขามากอยู่สักหน่อย และยิ่งบาซ เลอร์มานน์ (Baz Luhrmann) ผู้กำกับและผู้เขียนบท ตกลงใจทำภาพยนตร์ชื่อเดียวกับโรงละครคาบาเรต์แห่งนี้ก็ยิ่งเป็นการตอกย้ำให้กังหันลมสีแดง (มูแลงแปลว่ากังหันลม รูจแปลว่าสีแดง) กลายเป็นภาพจำของความเซ็กซี่ที่มาพร้อมกับการจัดเต็มด้านเครื่องแต่งกายและฉากหลังสุดตระการตา โดยบริบทแวดล้อมของหนังไม่ว่าจะเป็นเพลงประกอบภาพยนตร์ที่ฮิตทั่วบ้านทั่วเมืองอย่าง ‘Lady Marmalade’ ที่มีเนื้อร้องเชิญชวนให้มา… เอ่อ อย่างเปิดเผย ก็ส่งเสริมภาพลักษณ์ของเรื่องให้ดูไปในทิศทางเดียวกัน จนเวลาเรานึกถึงเรื่อง Moulin Rouge! ทีไร เป็นต้องคิดไปถึงความหวือหวาเร่าร้อนออกไปในทางโลกีย์หน่อยๆ
อย่างไรก็ดี ในความเป็นจริงแล้ว แม้ภายนอกจะดูสุดสวิงริงโก้แค่ไหน แต่สารัตถะของภาพยนตร์เรื่อง Moulin Rouge! กลับกลายเป็นความรักแท้ที่แม้อำนาจและเงินตราก็มิอาจทำลายให้สูญสิ้นได้ และดูจะเป็นความรักแนวใสซื่อบริสุทธิ์ตามแบบฉบับคลาสสิกของหนุ่มสาวค่อนโลกเสียด้วยซ้ำ การร้องเพลงพลอดรักกันไปมาระหว่างตัวเอก ซาทีน (Satine) นักแสดงสาวคนสวยผู้เป็นหน้าเป็นตาแห่งโรงละครมูแลง รูจ และคริสเตียน (Christian) นักเขียนหนุ่มรูปหล่อไส้แห้ง นำแสดงโดยนักแสดงแม่เหล็กอย่างนิโคล คิดแมน (Nicole Kidman) และยวน แม็คเกรเกอร์ (Ewan McGregor) ก็สร้างอารมณ์ร่วมให้ผู้ชมละสายตาจากทั้งคู่ไปไม่ได้ แม้ว่าฉากในเรื่องจะเป็นฉากประดิษฐ์ที่รังสรรค์ขึ้นใหม่เกือบทั้งหมด และน้อยมากที่จะมีการถ่ายทำในโลเคชั่นทั่วๆ ไปในปารีส (ซึ่งมากสุดเราจะเห็นทิวทัศน์ยามค่ำคืนอันเจิดจรัสของปารีสเป็นแบ็คกราวด์อยู่ไกลๆ เสียมากกว่า) แต่ความหรูหราตระการตาของฉากที่เซ็ตไว้เป็นอย่างดีของ Moulin Rouge! นี่แหละที่ดึงดูดสายตาของผู้ชมและสะท้อนความเป็นฝรั่งเศสจริงๆ ในแบบที่คัดกรองมาแล้วอย่างดี อย่างในซีนเพลง ‘Your Song’ ที่คริสเตียนทำหน้าซื่อร้องจีบนางเอก ก่อนจะพากันวิ่งไปจ้องตาหวานซึ้งอยู่หน้าหอไอเฟลประดิษฐ์ท่ามกลางไอหมอก ก็กลายเป็นฉากที่ผู้ชมกล่าวขวัญถึงว่าเป็นฉากที่โรแมนติกที่สุดฉากหนึ่งของโลกภาพยนตร์ และต่างพากันตกหลุมรักคริสเตียนกันไปก่อนหน้าซาทีนเสียอีก

Love Isn’t A Fragment: Paris, je t’aime
การตกหลุมรักไม่ใช่เรื่องง่ายแต่มันคุ้มค่าสำหรับการรอคอยเสมอ
ใครจะไปคิดว่าโครงเหล็กสูงกว่า 300 เมตร ตั้งตระหง่านอยู่บนถนนช็องเดอมาร์ส (Champ de Mars) ใกล้แม่น้ำแซน(Seine) ในกรุงปารีส หรือที่รู้จักกันในชื่อ ‘หอไอเฟล (la tour Eiffel)’ พิกัดที่มีนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกเดินทางมาเยือนปีละกว่า 7 ล้าน จะเคยเป็นสิ่งก่อสร้างที่ถูกชาวปารีสวิจารณ์ว่า ‘อัปลักษณ์ที่สุด’ โดยย้อนกลับไปเมื่อค.ศ. 1889 หอคอยโครงเหล็กที่ตั้งชื่อตามวิศวกรและสถาปนิกชาวฝรั่งเศส ‘กุสตาฟ ไอเฟล (Gustave Eiffel)’ เปิดใช้ครั้งแรกในงานมหกรรมแสดงสินค้านานาชาติของปีนั้น รัฐบาลต้องการให้หอไอเฟลเป็นสัญลักษณ์ของความยิ่งใหญ่ ความรุ่งโรจน์ และความร่ำรวยในยุคอุตสาหกรรม แต่กลับมีชาวเมืองจำนวนมากท้วงติงว่าหอคอยรูปทรงประหลาดจะมาบดบังความงดงามของเมืองนี้ จนเกือบจะมีการรื้อถอนออกด้วยซ้ำ แต่ต่อมาหอไอเฟลก็ค่อยๆ ชนะใจทุกคน อีกทั้งยังเคยครองตำแหน่งสิ่งก่อสร้างที่สูงที่สุดในโลกเป็นเวลา 40 ปีอีกด้วย ดูเหมือนว่ากว่าที่หอไอเฟลจะเป็น ‘สิ่งที่ใช่’ นั้นต้องใช้กาลเวลาพิสูจน์อยู่พักใหญ่เลยทีเดียว ทำให้นึกถึงหนังอาร์ตเรื่อง ‘Paris, je t’aime’ ซึ่งรวบรวมหนังสั้นเนื้อหาอิสระจำนวน 18 เรื่อง จาก 22 ผู้กำกับฯ ที่เคยออกฉายในปี 2006 (ความสำเร็จของเรื่องนี้ทำให้มีการสร้างภาพยนตร์เรื่อง ‘New York, I Love You’ และ ‘Berlin, I Love You’) โดยมีหนังสั้นตอนหนึ่งชื่อว่า ‘Tour Eiffel’ ผลงานกำกับฯ ของ Sylvain Chomet นักแอนิเมชั่นชาวฝรั่งเศส แม้จะมีความยาวเพียง 6 นาที แต่กลับมีเนื้อหาสาระที่ชวนอมยิ้มมากๆ
Tour Eiffel เปิดฉากด้วยเด็กผู้ชายที่ชื่อ ‘Jean-Claude’ ออกมาเล่าเรื่องการพบรักกันของพ่อและแม่ นำแสดงโดย Yolande Moreau และ Paul Putner ในบทนักแสดงละครใบ้ เล่าเรื่องของชายโสดเหงาๆ คนหนึ่งที่ใช้ชีวิตตามหารักแท้ในนครปารีสตามประโยคหนึ่งบนโปสเตอร์ในห้อง ‘Paris, City of Love’ ในทุกวันเขาจะแต่งชุดตัวตลก ทาหน้าขาว แต้มปากสีแดง ออกไปแสดงละครใบ้ล้อเลียนท่าทางต่างๆ ของผู้คนในปารีส หวังจะสร้างรอยยิ้มให้ชาวเมือง แต่กลับไม่มีใครสนุกด้วย เพราะทุกคนมักจะทำหน้าบึ้งตึงใส่อย่างไม่สบอารมณ์เสียมากกว่า ชายหนุ่มเดินตะลอนไปยังเขต 7 ซึ่งเป็นที่ตั้งของหอไอเฟล และดันพลาดท่าถูกตำรวจควบคุมตัวเข้าห้องขัง แม้มีผู้คนรายล้อมมากมาย แต่เขากลับรู้สึกแปลกแยกจากสังคม เพราะฉะนั้นเรื่องการตามหารักแท้ในเมืองอันวุ่นวายแห่งนี้ยิ่งเป็นเรื่องที่ไม่ต้องพูดถึง ทุกครั้งที่เขาทุกข์ใจ ชายหนุ่มเลือกที่จะปลอบตัวเองด้วยการยกมือข้างหนึ่งขึ้นมาปิดใบหน้า ก่อนจะลดมือลงและเปลี่ยนหน้าหม่นเศร้าให้มีรอยยิ้มฉาบทับแทน ระหว่างที่กำลังนั่งเบื่อซังกะตายอยู่ในห้องขัง เขาหันไปเห็นนักแสดงละครใบ้ผู้หญิงที่นั่งข้างๆ กันภายในสถานที่สุดพิลึกแห่งนี้ ใช่แล้ว… พวกเขาตกหลุมรักกันในคุก! และให้กำเนิดเด็กชายฌอง–คล็อด ในเวลาต่อมา
ไม่ว่าจะสับสนวุ่นวายแค่ไหน แต่ปารีสก็ยังถูกยกให้เป็น ‘มหานครแห่งรัก’ อยู่เสมอ โอกาสของการตกหลุมรักอาจเป็นเหมือนสายลมที่ล่องลอยอยู่ในอากาศ มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า แต่ไม่ใช่จะไม่มี แม้สถานการณ์ที่เกิดขึ้นจะแปลกประหลาดเพียงใดก็ตาม สุดท้ายแล้วมันก็คงคุ้มค่ากับการรอคอยเสมอ เพราะการตกหลุมรักนอกจากจะต้องมีปัจจัยด้านเวลาที่เหมาะสมแล้ว จังหวะที่ ‘ใช่’ ก็ยังเป็นสิ่งสำคัญ – หอไอเฟลก็เช่นกัน ไม่ใช่ทุกคนที่จะหลงรักเมื่อแรกเห็น…

