น้อย – กฤษดา สุโกศล แคลปป์ Creative Director ประจำเล่ม ลอฟฟีเซียล ออมส์ พลัส ฉบับ collectors’ issue

Share This Post

- Advertisement -

เหตุผลสำคัญที่ลอฟฟีเซียล ออมส์ พลัส ฉบับ collectors’ issue นี้เลือกน้อยกฤษดา สุโกศล แคลปป์ ศิลปิน นักแสดง และผู้ก่อตั้งโรงแรม The Siam มาเป็น creative director ประจำเล่ม นอกเหนือไปจากการเป็นนักสะสมของเก่าตัวยงที่รู้จักกันไปทั้งวงการแล้ว ความสามารถในการแปรเปลี่ยนของเก่าที่เขารักให้กลายมาเป็นอาณาจักรอันสวยงามและทำเงินได้จริงนั้นก็ถือเป็นเรื่องที่เห็นได้ชัดเจนที่สุด ซึ่งโรงแรมบูตีคลักชัวรีระดับไฮเอนด์แห่งนี้ก็ถือเป็นหลักฐานชิ้นสำคัญที่จะพิสูจน์ว่าถ้าจะทำความรู้จักตัวเขาก็สามารถมองผ่านโรงแรมเขาได้จริงๆ

สิ่งเสพติดสร้างความสุข

การสะสมของเก่านี่เป็นสิ่งเสพติดจริงๆ ครับน้อยเริ่มบทสนทนากับเราภายในห้อง vinyl room ที่เต็มไปด้วยคลังแผ่นเสียง เฟอร์นิเจอร์เก่า รูปภาพ และของสะสมที่ล้วนแล้วแต่เล่าเรื่องราวของตัวเองที่ร้อยเรียงกันได้อย่างลงตัวเรียกได้ว่า รายได้ทั้งหมดที่มี นอกเหนือไปจากการดูแลครอบครัวแล้ว ในส่วนเงินที่ใช้จ่ายเองนั้น ผมไม่ซื้ออะไรเลยจริงๆ (หัวเราะ) ไม่ซื้อรถ ไม่ซื้อเสื้อผ้า แก็ดเจ็ตก็ไม่เอา แต่ซื้อของเก่าทั้งหมด และก็เป็นค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปหาของเก่านี่ล่ะครับ สุดสัปดาห์นี่ต้องไปเดินจตุจักร ไม่ไปไม่ได้จริงๆ มันสนุกจริงๆ นะครับเวลาได้เห็นของต่างๆ มาวางอยู่ในที่ที่ควรจะเป็นและเล่าเรื่องราวได้

ดูอย่างตู้นี้ก็ได้ครับเขาหันไปหาตู้กระจกขนาดเล็กจิ๋วติดผนังที่มีไฟแช็กซิปโป้เก่าคร่ำคร่าวางคู่กับซองบุหรี่โบราณที่เก่าจนเหลืองนี่คือไฟแช็กซิปโป้สมัยสงครามเวียดนามนะครับ ผมได้มาตอนสมัยวัยรุ่นที่ไปแบ็กแพ็กเที่ยวเวียดนาม ก็เอามาวางไว้ แล้วเมื่อสักอาทิตย์ที่แล้วนี้เองที่ผมไปเดินเล่นที่ตลาดไท เห็นเขาขายซองบุหรี่อเมริกันสมัยก่อน ยังซีลอยู่เลยครับ เห็นปุ๊บรู้เลยว่าถ้าเอามาวางคู่กับไฟแช็กชุดนี้จะสามารถเล่าเรื่องราวได้อย่างสมบูรณ์แบบอย่างแน่นอนครับ ซองบุหรี่โบราณสัญชาติอเมริกันกับไฟแช็กซิปโป้รุ่นสมัยสงครามเวียดนาม นี่คือการเติมวิญญาณให้กับของเก่าน่ะครับ ตอนนั้นตัดสินใจทันทีว่ายังไงๆ ก็ต้องกัดฟันซื้อ และพอซื้อมาแล้วก็เห็นชัดเลยว่ามันคุ้มค่าจริงๆ เพราะทุกครั้งที่ผมเห็นตู้นี้จะรู้สึกดีและมีความสุขจริงๆ ครับ

[av_gallery ids=’20336,20337,20338,20339,20340′ style=’big_thumb’ preview_size=’gallery’ crop_big_preview_thumbnail=’avia-gallery-big-crop-thumb’ thumb_size=’gallery’ columns=’5′ imagelink=’lightbox’ lazyload=’avia_lazyload’ admin_preview_bg=” av_uid=’av-14aa85p’]

Somewhere in Time

ทุกครั้งที่ทีมงานได้มีโอกาสสัมภาษณ์น้อย เขาจะเล่าเรื่องความหลงใหลในห้วงเวลาแห่งอดีตที่ส่วนหนึ่งเกิดมาจากความประทับใจในภาพยนตร์เรื่อง Somewhere in Time (1980) “ผมอยากจะมีชีวิตอยู่ในช่วงศตวรรษที่แล้ว โดยเฉพาะในยุค ’20s – ’40s นี่อยากอยู่ที่สุดเลยครับ เพราะเป็นช่วงที่คนเริ่มออกเดินทางไปพบเจออะไรใหม่ๆ ชาวยุโรปได้เดินทางมาเปิดหูเปิดตาที่ทวีปเอเชียและแอฟริกา ยุคนั้นมันมีความโรแมนติกของมัน มีสไตล์ของมัน แฟชั่นเพิ่งเกิด ดนตรีแจ๊ซเพิ่งมา ทุกอย่างดูเป็นสีขาวและดำ ซึ่งตอนนี้เทคโนโลยีต่างๆ เข้ามามากเหลือเกิน ทุกอย่างดูเป็นสีเทาไปหมดเลยครับน้ำเสียงทิ้งท้ายของเขาออกเจือความเศร้าเล็กน้อย

อย่างที่เห็นนะครับว่าเมื่อก่อนผมไม่ได้มีส่วนร่วมในกิจการของครอบครัวเท่าไหร่นักน้อยเริ่มเล่าย้อนอดีตผมเลือกร้องเพลง และแสดงหนัง เพราะไม่อินกับกิจการโรงแรมเลยน่ะครับ ตอนเลือกเรียนปริญญาตรี เรียนโรงแรมได้ปีเดียวก็เปลี่ยนมาเรียนมานุษยวิทยา คือไม่ชอบจริงๆ แต่วันหนึ่งคุณแม่ให้ผมมาดูที่ดินผืนนี้ คิดว่าลึกๆ ท่านคงอยากให้ผมมาช่วยกิจการของที่บ้านนั่นล่ะครับ แต่ในขณะเดียวกันท่านก็รู้ดีว่าชีวิตเรามีครั้งเดียวและเราต้องทำสิ่งที่เรารัก ท่านช่วยสนับสนุนเรื่องการแสดงและการร้องเพลงมาโดยตลอดนั่นล่ะครับ แต่ทันทีที่ผมเห็นที่ดินผืนนี้ ผมเห็นทางที่จะมีส่วนร่วมกับธุรกิจในครอบครัวได้อย่างไรโดยที่ตัวเองไม่เสียความเป็นตัวเองและความสนุกสนานในการทำงานน่ะครับ

แม้ว่าที่ดินผืนนี้จะเรียกได้ว่าเป็นที่ดินผืนงามริมแม่น้ำเจ้าพระยา แต่ก็ห่างไกลคำว่าทำเลทองไปมากนักผมว่าการสร้างโรงแรมบนที่ดินผืนนี้เป็นความท้าทายมากเลยครับ ถึงแม้มันจะอยู่ริมน้ำเจ้าพระยา แต่ก็อยู่ในแถบที่คนไทยเองก็ยังไม่คุ้นเคยดีเสียด้วยซ้ำ นี่ไม่ใช่ดาวน์ทาวน์ มันไกลมาก โจทย์คือเราจะสร้างอะไรที่ทำให้คนเดินทางมาหาเราโดยที่ไม่ใช่โรงแรมแบรนด์เนมเสียด้วยซ้ำ นี่คือสิ่งที่ผมรู้สึกว่าผมต้องทำให้ถึงน่ะครับ และด้วยความที่เขตดุสิตนี้เป็นเมืองเก่า ผมจึงคิดถึงตัวเองที่อยากจะกลับไปมีชีวิตอยู่เมื่อหนึ่งร้อยปีที่แล้ว ทุกคนเดินทางด้วยเรือ ผมจึงอยากจะสร้างประสบการณ์ใหม่ๆ ให้กับแขกของโรงแรม ให้เขาเข้าใจวัฒนธรรมเก่าๆ ของเรา แขกที่มาหาเราจะต้องมาเรียนรู้เราด้วย ดังนั้นโรงแรมนี้จะต้องแตกต่างจากคนอื่นๆ น่ะครับ

กิมมิกเล็กๆ น้อยๆ ว่าด้วยเรื่องการเล่าเรื่องและของเก่านั้นมีกระจัดกระจายอยู่ทั่วไปในโรงแรมแบบอธิบายสามวันก็ไม่หมด เรียกได้ว่าทุกมุมของโรงแรมนั้นเป็นพิพิธภัณฑ์ขนาดย่อมได้ไม่ยากทุกห้องในโรงแรมจะตกแต่งแตกต่างกันออกไปครับน้อยพาเราเดินวนรอบโรงแรมห้องไหนที่มีธีมว่าด้วยเรื่องอาหาร หน้าห้องก็จะมีบัตรเชิญรับประทานอาหารของทูต เมนูโบราณ ภาพอาหาร อะไรแบบนี้ ส่วนห้องสำหรับครอบครัวก็จะเป็นเรื่องราวของเด็ก สูติบัตรโบราณ โฆษณาผ้าอ้อม อะไรแบบนี้ครับ

[av_gallery ids=’20341,20342,20343,20344,20345,20346,20347′ style=’big_thumb’ preview_size=’gallery’ crop_big_preview_thumbnail=’avia-gallery-big-crop-thumb’ thumb_size=’gallery’ columns=’5′ imagelink=’lightbox’ lazyload=’avia_lazyload’ admin_preview_bg=” av_uid=’av-wdzqst’]

วิถีอินดี้ที่คุ้นเคย

ตอนที่ตัดสินใจจะสร้างโรงแรมนี้ใหม่ๆ มีคนสงสัยหลายคนเลยน้อยหัวเราะแต่ผมเชื่อในวิชั่นของตัวเองนะครับ และที่สำคัญผมเองก็คุ้นชินกับการเป็นนักร้องอินดี้ที่ต้องทำเพลงไปสู้กับศิลปินค่ายหลักที่มีสื่อในมือเยอะแยะอยู่แล้ว ความยูนีก ความแตกต่างที่ทำให้เราโดดเด่นไม่เหมือนคนอื่นสิที่จะทำให้เราอยู่ได้นาน นั่นเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ผมคิดว่าในเมื่อผมสะสมของโบราณมากขนาดนี้แล้วผมก็จะเล่าเรื่องราวต่างๆ เกี่ยวกับของโบราณที่ผมสะสมมาผ่านโครงสร้างของโรงแรมนี้ ผมจะทำให้โรงแรมนี้เกิดขึ้นมาได้ด้วยความไม่เหมือนใครนี่ล่ะครับ

น้อยเปรียบเปรยการสร้างโรงแรมของเขาว่าเป็นเหมือนการกำกับภาพยนตร์เรื่องหนึ่ง เขาคือผู้กำกับที่มีภาพอยู่ในหัวอยู่แล้ว เพียงแต่ว่าต้องถ่ายทอดภาพต่างๆ ในหัวของเขาให้ออกมาเป็นรูปธรรมเท่านั้นเองโจทย์ที่ผมให้ Bill Bensley สถาปนิกชาวอเมริกันที่เบสในกรุงเทพฯ ก็คือโรงแรมของผมจะต้องแตกต่างจากคนอื่นๆ ในกรุงเทพฯ และต้องมีเรื่องเล่า เรื่องราวให้แขกได้มาเรียนรู้ ไม่ใช่ให้แขกมาพักเฉยๆ เท่านั้น ซึ่งต้องขอบคุณเขาว่าโดยปกติสถาปนิกระดับนี้เราจะไปแตะต้องภาพในหัวเขาไม่ได้เลย แต่ผมเองก็อยากมีส่วนร่วมกับโรงแรมนี้ให้ได้มากที่สุด เขาก็เคารพผมมากในเรื่องของการตกแต่ง และเขาก็ออกแบบโครงสร้างได้สวยงามจริงๆ น่ะครับ

ในส่วนของการตกแต่งในโรงแรมผมเป็นคนจัดการทั้งหมดครับน้อยพาเราเดินชมแต่ละห้องในโรงแรมภาพที่แขวนผนังทั้งหมดนี้มีกว่าสองพันภาพ ผมเลือกเองทั้งหมด เอาไปใส่กรอบเองกับมือเลยครับ เหนื่อยมากเลย แต่พอเห็นคนอื่นมายืนมองชื่นชมภาพเหล่านั้นผมรู้สึกดีมากๆ เลยครับ เป็นความรู้สึกเดียวกับเวลาที่มีคนมาฟังเพลงของเราเลยครับ

วันเปิดโรงแรมเหรอครับน้อยถามย้ำเมื่อเราถามถึงความรู้สึกในวันแรกที่โรงแรมเปิดตัวอย่างเป็นทางการวันเปิดทำการไม่ได้แปลว่าเราทำอะไรสำเร็จแล้วนะครับ จริงๆ แล้วมันเป็นแค่จุดเริ่มต้นเท่านั้นเอง ก็เหมือนกับการเป็นศิลปินนี่ล่ะครับ ออกอัลบั้มไม่ได้แปลว่าสำเร็จ ต้องพิสูจน์ตัวเองกันอีกยาวๆ ซึ่งโรงแรมนี่เดิมพันมันสูงกว่าเยอะมากเลยนะครับ ออกอัลบั้มแล้วไม่ดังก็ยังออกใหม่ได้ แต่การลงทุนโรงแรมนี่เรียกได้ว่ามหาศาลมากนะครับ เรามีหน้าที่ต้องรับผิดชอบต่อธนาคารที่ให้เรากู้ด้วยนะครับ (หัวเราะ) แต่ผมรู้ว่าปีสองปีแรกนี่เป็นปีที่เหนื่อย ต้องใช้เวลาพิสูจน์ตัวเอง ให้คนเชื่อถือเรา เราต้องพิสูจน์ตัวเอง มาจนถึงตอนนี้เราไม่เคยซื้อโฆษณาเลย แต่เราเติบโตผ่านคำบอกเล่าปากต่อปาก และในที่สุดโรงแรมก็พิสูจน์ได้แล้วว่ามันไปได้ทั้งในแง่ของการหาเงินหล่อเลี้ยงตัวเองและการมีจิตวิญญาณที่เด่นชัด ทำให้แขกประทับใจและเลือกพักกับเราน่ะครับ

จิตวิญญาณสร้าง followers

ผมเรียนมานุษยวิทยามาน่ะครับ ทำให้ผมรู้ว่าเราต้องสร้างวัฒนธรรมของเราขึ้นมาให้ได้ เรียกได้ว่าทุกโรงแรมจะเป็นเหมือนโลกส่วนตัวของเจ้าของ เวลามีคนเข้ามาในโลกของเราเขาก็ย่อมอยากจะรู้จักและสัมผัสวัฒนธรรมของเรา และถ้าเขาอยู่กับมันได้ มีความสุข เขาก็จะประทับใจ และมี loyalty กับเราน่ะครับน้อยอธิบายนั่นคือการสร้างจิตวิญญาณให้กับโรงแรมของเรา ซึ่งมันยากมากจริงๆ ครับ มันไม่ใช่สิ่งที่จับต้องได้ แต่จะต้องรู้สึกได้เวลาเดินเข้ามา ซึ่งก็ใช้เวลาพอสมควรนะครับ

จริงๆ แล้วมันก็เหมือนกับการสร้างฐานแฟนเพลงของวงพรูนั่นล่ะครับ direction ของผมไม่ต่างจากการทำอัลบั้มหรอกครับน้อยเล่าต่อเวลาคนเดินเข้ามาในโรงแรมมันไม่ต่างกับเวลาเขาเดินเข้าโรงหนังหรือไปดูคอนเสิร์ต เขาจะสัมผัสได้ว่า ที่ตรงนี้ หนังเรื่องนี้ คอนเสิร์ตนี้ มีวิญญาณของมัน มีอะไรบางอย่างที่เรารู้สึกได้เอง สัมผัสได้ ไม่ต่างจากที่เราฟังเพลงที่เราชอบซ้ำไปซ้ำมา นั่นเพราะว่าเพลงนั้นมีจิตวิญญาณบางประการที่สื่อสารกับเราได้ ซึ่งเราก็ต้องเข้าใจก่อนว่าไม่ใช่ว่าทุกคนจะชอบหรือสื่อสารได้เหมือนกัน แต่เราก็ต้องสร้าง followers ของเรา เหมือนกับการสร้างฐานแฟนเพลงของเราไว้ ถ้าฐานแฟนๆ ของเราแข็งแกร่ง เราก็จะอยู่ได้และถือว่าประสบความสำเร็จ

ลิสต์รายชื่อของแขกระดับโลกที่เข้ามาพักที่โรงแรมเปี่ยมจิตวิญญาณของน้อยนั้นมีตั้งแต่ Sam Smith, Drew Barrymore, Katy Perry ไปจนถึงนักธุรกิจคนสำคัญหลากหลายวงการจริงๆ แล้วมีเยอะนะครับ นี่เฉพาะคนที่เขาลงโรงแรมเราในอินสตาแกรมของเขาน่ะครับน้อยยิ้มคือคนพวกนี้เขาเป็นคนระดับโลก เดินทางท่องเที่ยวมาแล้วทั่วโลก เห็นโรงแรมหรูๆ มาเยอะมาก แต่เมื่อเขามาถึงกรุงเทพฯ เขาเลือกที่จะมาพักกับเรา ผมรู้สึกดีมากเลยครับ รู้สึกว่านี่คือความสำเร็จ ดีใจมากที่มันสามารถทำเงินและสร้างความประทับใจได้อีกด้วย

Life is about letting go.

ก็มีขายบ้างนิดหน่อยน่ะน้อยอึกอักเมื่อเราถามว่าซื้อของมาเยอะขนาดนี้นี่ขายทิ้งบ้างไหมภรรยากับคุณแม่เขาอยากให้ผมเริ่มหมุนของเสียที (หัวเราะ) เมื่อก่อนตัดใจไม่ค่อยได้เลยจริงๆ นะ ตอนนี้เริ่มตัดใจขายได้นิดหน่อย เพราะเริ่มเห็นความสนุกของการที่มีคนอื่นมาเลือกซื้อของเรา ผมรู้สึกดีที่เขาชอบรสนิยมของเราหรืออะไรแบบนั้นน่ะ เอาเป็นว่าผมไม่รู้สึกว่านี่คืองานน่ะครับ ซื้อมา ขายไป แต่ผมว่าถ้าผมสามารถเปิดร้านขายของเก่าที่บ้านตัวเองได้เมื่อไหร่นั่นคงเป็นวันที่ผมกลายเป็นพ่อค้าเต็มตัวนั่นล่ะครับ

เพราะชีวิตมันก็คือการปล่อยวางนี่ล่ะครับน้อยหัวเราะ แต่เมื่อเดินผ่านพระพุทธรูปโบราณทำจากไม้ที่ตั้งอยู่แถวทางเข้าโรงแรมเขาก็หยุดอย่างชิ้นนี้มีมหาเศรษฐีคนหนึ่งมาขอซื้อ แบบว่ายูบอกมาเลยว่าจะเอาเท่าไหร่ ไอพร้อมจ่าย ในหัวผมนี่สู้กันมากๆ เลยนะครับ เพราะสำหรับคนพวกนี้เงินไม่ใช่ของสำคัญของพวกเขาจริงๆ แต่ในที่สุดผมก็ตัดใจไม่ขาย เพราะคำนวณแล้วว่าขายไปแล้วก็ไม่มีวันหากลับมาได้อย่างแน่นอน ก็ตัดใจไม่ได้ล่ะครับน้อยอ้อมแอ้มหัวเราะ

แต่ในเมื่อเขามีลูกค้าต้องตามใจ บางครั้งการตัดใจก็เป็นสิ่งที่น้อยต้องเลือกวันนี้เลยครับมีแขกที่พักในห้องหนึ่งชอบภาพวาดในห้องนั้น ใจผมไม่อยากจะขายหรอกนะครับ แต่ในที่สุดก็ตัดใจขาย ส่วนหนึ่งเพราะนี่คือการสร้างสัมพันธ์กับลูกค้า เขาก็แฮปปี้ อยากจะกลับมาหาเราอีกครั้ง อะไรแบบนี้น่ะครับ ยากหน่อย แต่ก็ต้องตัดใจล่ะครับ

ความฝันที่ควบคุมได้

เวลามีคนถามผมเรื่องความฝัน ประมาณว่าทำอย่างไรถึงจะให้มันเป็นจริงได้ และถ้ามันไม่เป็นจริงผมจะทำอย่างไร อะไรแบบนี้น้อยเล่า ซึ่งก็ไม่น่าแปลกใจ เพราะซิงเกิลนี่แหละชีวิตซึ่งเป็นซิงเกิลที่สองในฐานะศิลปินเดี่ยวของเขา เพิ่งจะถูกปล่อยออกมาหยกๆผมจะตอบว่าคุณควรที่จะมีฝันที่คุณสามารถควบคุมได้ อย่างตัวผมเองน่ะ มีความฝันที่จะเป็นนักแสดง แต่นั่นไม่ได้อยู่ใต้การควบคุมของผมเสียหน่อย เพราะวันหนึ่งอาจจะไม่มีคนมาชวนเราเล่นหนังอีกแล้ว

ดังนั้นเราต้องสร้างความฝันอื่นๆ อย่างการได้สร้างโรงแรม ตกแต่งโรงแรมด้วยของสะสมที่ผมรัก ถือเป็นอีกหนึ่งความฝันของผมที่ผมควบคุมได้น้อยสรุปกลุ่มครอบครัวของเราไม่ใช่กลุ่มใหญ่ที่มีโรงแรมสาขาเยอะแยะทั่วโลก พวกเรามีอยู่แค่ห้าโรงแรมเท่านั้น แต่ทุกคนมีความสุข ผมจินตนาการไม่ออกเลยว่าถ้าผมไม่มีพี่น้องที่รักและเข้าใจกันได้แบบนี้ผมจะทำอย่างไร (หัวเราะ) ผมชอบการตกแต่งโรงแรม ชอบสะสมของเก่า มันเป็นเรื่องที่ผมเสพติด ผมสนุกกับมัน ดังนั้นความฝันของผมคือสร้างอีกโรงแรมหนึ่ง เรื่องขายของเก่าในฐานะพ่อค้านี่เอาไว้ก่อน เพราะถ้าสร้างโรงแรมใหม่ผมก็จะต้องมีของเก่าเอาไว้เล่าเรื่องใช่ไหมครับ จะขายทิ้งได้อย่างไรกัน ใช่ไหมครับ

- Advertisement -